ประชาสังคม-นักวิชาการเห็นพ้อง ผลัก HIA เข้า สปช.-รัฐธรรมนูญใหม่

มูลนิธิชีววิถี วันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2558
นักวิชาการ-ภาคประชาสังคมชี้ประสบการณ์ 16 ปี ชุมชนรับผลกระทบนโยบาย/โครงการพัฒนาเพียบ เสนอเข็น HIA เข้าสภาปฏิรูปและรัฐธรรมนูญใหม่ กำกับรัฐยึดโยงสุขภาพของประชาชนทุกมิติ

27 ม.ค.2558 คณะกรรมการพัฒนาระบบและกลไกการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA Commission) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และสถาบันการจัดการระบบสุขภาพ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (สจรส.มอ.) จัดแถลงข่าว “การประเมินผลกระทบทางสุขภาพในกระแสปฏิรูป” และความสำเร็จของการประชุมวิชาการ “การประเมินผลกระทบทางสุขภาพ (HIA Conference) ประจำปี 2557” ที่ห้องราชเทวี โรงแรมเอเชีย กรุงเทพมหานคร

ผศ.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ ผู้อำนวยการ สจรส.มอ. กล่าวว่า การขับเคลื่อนการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ (Health Impact Assessment: HIA) ในประเทศไทยได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 16 ปีแล้ว ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างสุขภาวะให้แก่ประชาชนและชุมชน มีการประเมินผลกระทบ กำกับ และติดตามโครงการพัฒนาหรือนโยบายต่างๆ ของภาครัฐให้ยึดโยงกับสุขภาพของประชาชนในทุกมิติ โดยเฉพาะเมื่อมี พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 และรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.255 0 ได้ก่อให้เกิดการตื่นตัวของทุกภาคส่วนต่อกระบวนการจัดทำ HIA มากยิ่งขึ้น

“HIA ถือเป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องผลักดันเข้าสู่การปฏิรูปประเทศในขณะนี้ หลังจาก 16 ปีที่ผ่านมา การทำ HIA ยังมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติและไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลง ทำให้ประเทศไทยได้รับบทเรียนมากมาย ทั้งจากนโยบายและโครงการ กิจกรรมที่สร้างผลกระทบกับชุมชน ถึงเวลาแล้วที่จะต้องยกระดับ HIA ให้ทำหน้าที่คุ้มครองสุขภาวะของชุมชนอย่างแท้จริง รวมทั้งขับเคลื่อน HIA ในประเด็นสำคัญ อย่างเช่น นโยบายพลังงาน การบริหารจัดการทรัพยากรสินแร่ในภาพรวมของประเทศ รวมทั้งการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น” ผู้อำนวยการ สจรส.มอ. กล่าว

นพ.วิพุธ พูลเจริญ ประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพ กล่าวว่า แนวทางและความเห็นในการขับเคลื่อน HIA ที่ได้จากการประชุมวิชาการ HIA Conference ประจำปี พ.ศ.2557 ควรจะถูกนำเสนออย่างเป็นรูปธรรมต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และผลักดันไปสู่ร่างในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในหมวดที่ว่าด้วยสิทธิชุมชน เพื่อเป็นการให้อำนาจกับชุมชนอย่างแท้จริง และควรเพิ่มเครื่องมือใหม่ในการดูแลผลกระทบ เช่น การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) ที่เป็นการประเมินก่อนการมีนโยบายที่ครอบคลุมไปถึงศักยภาพและข้อจำกัดของสิ่งแวดล้อมในเชิงพื้นที่ด้วย

นพ.วิพุธ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการทำงานวิชาการร่วมกับประเทศสมาชิกภูมิภาคอาเซียน เพื่อสร้างฐานความรู้ในการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ เนื่องจากโครงการขนาดใหญ่บางโครงการเชื่อมโยงพื้นที่หลายประเทศ เช่น การทำเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง หรือการผลิตไฟฟ้าจากลาวเพื่อส่งมาขายยังประเทศไทย เป็นต้น โดยเรื่องนี้จะมีการจัดประชุมวิชาการอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2558 นี้

บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีเสียงสะท้อนจากหลายภาคส่วนที่ต้องการให้คงหมวดสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ที่เพิ่งถูกยกเลิกไป โดยเฉพาะสาระสำคัญในส่วนของสิทธิชุมชน มาตรา 66 และมาตรา 67 วรรคสอง ที่กำหนดให้จัดทำรายงานผลกระทบด้านสุขภาพควบคู่กับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรง โดยให้จัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งให้องค์การอิสระให้ความเห็นประกอบก่อนดำเนินการดังกล่าว ขณะเดียวกันก็มีข้อเสนอกลไกเพิ่มเติมในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ SEA เพื่อให้ครอบคลุมไปถึงแผนงาน ศักยภาพ และข้อจำกัดของสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ด้วย รวมถึงให้มีการกำหนดสิทธิพลเมืองมีส่วนร่วมแสดงความเห็นและตัดสินใจอย่างแท้จริง

ทางด้านตัวแทนภาคประชาสังคมจังหวัดเลย วัชราภรณ์ วัฒนขำ จากเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบโครงการเหมืองแร่ กล่าวว่า การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพในช่วงที่ผ่านมา ถูกนำไปผูกโยงกับกับกระบวนการจัดทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมหรือ EIA เพื่อนำไปสู่การอนุมัติหรืออนุญาตโครงการเท่านั้น และอยู่ภายใต้การดำเนินการของบริษัทที่ปรึกษาซึ่งถูกว่าจ้างโดยเจ้าของโครงการ ทำให้กระบวนการประเมินผลกระทบ ไม่ได้เป็นเครื่องมือที่มาแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง ตัวแทนภาคประชาสังคมจังหวัดเลยกล่าวว่า การทำ HIA เป็นเรื่องถูกต้อง แต่ต้องไม่มุ่งเน้นเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับผู้ประกอบการในการทำโครงการ

วัชราภรณ์ กล่าวด้วยว่า การกำหนดขอบเขตการประเมินโครงการ ยังกำหนดโดยบริษัทที่ปรึกษา ไม่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด จึงเห็นควรเสนอให้ปรับปรุงแก้ไขกระบวนการประเมินผลกระทบในทุกด้าน จำเป็นต้องมีคนกลาง เข้ามาทำหน้าที่กำหนดขอบเขตการศึกษาผลกระทบทั้งทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และในกระบวนการอนุมัติหรืออนุญาต ตลอดจนกลไกในการติดตามผลกระทบของโครงการ จะต้องไม่รวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง แต่ต้องกระจายลงสู่พื้นที่และให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยกำหนดกลไกและเครื่องมือใหม่ และเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการในระดับพื้นที่ประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในชุมชน ทำหน้าที่อนุมัติหรืออนุญาตโครงการและติดตามผลกระทบต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้เสียงของประชาชนมีอำนาจอย่างแท้จริง และยังทำให้การแก้ไขปัญหามลพิษเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยส่วนกลางต้องโอนอำนาจหน้าที่และงบประมาณในการดำเนินงานมาสู่ท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า สช. พร้อมที่จะสนับสนุนกลไกและกระบวนการ HIA ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือส่งเสริมการใช้สิทธิของประชาชนในการดูแลและปกป้องสุขภาวะของตนเองในประเด็นเกี่ยวกับนโยบาย แผนงาน หรือโครงการที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้ ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมาของการมี พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 255 0 มีชุมชนที่มายื่นหนังสือขอใช้สิทธิตามมาตรา 11 เพื่อจัดทำ HIA ในระดับชุมชนเป็นจำนวนมาก ทำให้เห็นทิศทางและความตื่นตัวของภาคประชาชน ในการสร้างความเป็นธรรมด้านสุขภาพ

ที่มา: http://prachatai.org/journal/2015/01/57617
หมวดหมู่ข่าว: เศรษฐกิจ-การค้า-การลงทุน-FTA
แหล่งข่าว: ประชาไท ออนไลน์

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน HIA และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร