“บอร์ดสปสช.ผลประโยชน์ทับซ้อน สวมหมวกหลายใบ “นพ.วิชัย – นพ.ณรงค์ศักดิ์-นิมิตร์-สุนทรี” รับเงินจากสปสช. เข้าข่ายผิดพ.ร.บ.กองทุนหลักประกัน-ผิดกฏหมายมาตรา100”

Easy Branches วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2558
29 มกราคม 2015

ตามที่คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ได้มีหนังสือลงวันที่ 9 มกราคม 2558 เรื่องขอทราบความคืบหน้าการพิจารณาการปรับปรุงการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยอ้างถึงหนังสือ คตร. ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2557 ที่ส่งถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แต่รัฐมนตรีสาธารณสุขยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ

ต่อเรื่องนี้ แหล่งข่าวจากกระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยถึงความคืบหน้าล่าสุดถึงข้อมูลที่กระทรวงสาธารณสุขได้นำเสนอต่อคตร.ตามหนังสือของ คตร. วันที่ 31 ตุลาคม 2557 ได้สรุปว่าการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีความเสี่ยงในการใช้อำนาจไม่ชอบธรรมตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ส่งผลให้คุณภาพบริการที่ประชาชนได้รับลดลง (งบเหมาจ่ายรายหัว) และความเสี่ยงด้านการบริหารงบประมาณที่ไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ดำเนินงานและกลไกการกำกับดูแล

นอกจากนี้ได้ระบุว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงการดำเนินการของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ขาดธรรมาภิบาลทำให้เกิดความเสียหายต่อการใช้เงินของรัฐจำนวนมาก ซึ่งการตรวจสอบข้อเท็จจริงนี้ได้ทำเพิ่มเติมจากการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่เคยตรวจสอบและประเมินผล สปสช. ในปีงบประมาณ 2554 ว่ามีการใช้เงินเหมาจ่ายรายหัวของประชาชน ซึ่งเป็นค่าบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ พ.ศ. 2545 ไปจ่ายให้หน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่หน่วยบริการ ทำให้หน่วยบริการได้รับเงินงบประมาณลดลง ได้แก่

1. งบบริการผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในรวม 95 ล้านบาท แม้ สปสช. จะชี้แจงต่อ สตง. ในเรื่องนี้แล้ว แต่หลังจากนั้น สปสช. ยังมีการนำเงินเหมาจ่ายรายหัวเพื่อให้บริการผู้ป่วยไปให้หน่วยงานอื่นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จากงบบริการผู้ป่วยนอก จำนวน 329 ล้านบาท ในปี 2556 ให้กับ 51 หน่วยงาน

2. นำเงินจากงบส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค 39 ล้านบาท แม้ สปสช. ได้ชี้แจงต่อ สตง. แล้ว หลังจากนั้นยังมีการนำเงินบริการผู้ป่วยไปจ่ายให้หน่วยงานอื่นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำนวน 967 ล้านบาท ในปี 2556 และปี 2557 จำนวน 1,249 ล้านบาท

ทั้งนี้ เมื่อมีการทักท้วงการบริหารที่ปฏิบัตินอกเหนือกฎหมายกำหนดจาก สตง. คณะกรรมการ สปสช. มีการออกระเบียบปรับให้ชอบด้วยระเบียบภายหลังในลักษณะล้างความผิดเดิม ซึ่งกฎหมายความผิดที่ปฏิบัติเสร็จแล้วไม่สามารถยกเลิกเพิกถอนได้ อาทิ

1. เงินสวัสดิการจากการจัดซื้อยาจากองค์การเภสัชกรรมในปี 2551-2552 ที่ สตง. ตรวจพบ จำนวน 165 ล้านบาท สปสช. ได้นำไปใช้เพื่อสวัสดิการที่ไม่เหมาะสม โดยเบิกเพื่อศึกษาดูงานต่างประเทศ การจ่ายเพื่อช่วยเหลือแก่ผู้ทำคุณประโยชน์แก่ สปสช. โดย ณ 31 ธันวาคม 2552 มีการเบิกเงินไป 90 ล้านบาท ปรากฏว่าหลังจาก สตง. ทักท้วง สปสช. ได้ผ่านร่างระเบียบไปยังคณะกรรมการ สปสช. ในปี 2557 ให้นำเงินส่วนนี้เป็นกองทุนสวัสดิการมารองรับให้ปฏิบัติโดยชอบภายหลัง ตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ต้องนำผลตอบแทนจากองทุนนำกลับเข้ากองทุนหลักประกันสุขภาพเท่านั้น

2. การนำเงินค่าบริการทางการแพทย์ ซึ่งต้องจ่ายให้หน่วยบริการเท่านั้น ไม่สามารถจ่ายให้หน่วยอื่นที่ไม่ใช่หน่วยบริการ แต่ต่อมา สปสช. ได้เสนอให้มีประกาศการบริหารหลักประกันสุขภาพขาลงให้งบในส่วนนี้อยู่ในหมวดงบสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุข ของกองทุนย่อยบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค

นอกจากนี้ยังมีประเด็นความไม่ชอบธรรมและมีผลประโยชน์ทับซ้อนของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ อาทิ กรรมการมีผลประโยชน์ทับซ้อนที่ไม่ชอบตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 100 โดยมีการตั้งกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาเป็นกรรมการและอนุกรรมการชุดต่างๆ ประกอบด้วย กลุ่มวิชาการของหน่วยงานกลุ่ม ส. ต่างๆ กลุ่มแพทย์ชนบท และองค์กรภาคเอกชนจำนวนหนึ่ง ทำหน้าที่พิจารณาเสนอผลประโยชน์ของกลุ่มคณะตนเองเข้าคณะกรรมการพิจารณา รวมทั้งเสนอโครงการรับเงินค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยซึ่งเป็นของประชาชนจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไปใช้ในกิจกรรมของมูลนิธิ ชมรม หรือบุคคล โดยอ้างประโยชน์ประชาชน และบางกิจกรรมใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ เช่น เป็นค่าจัดประชุม ค่าจ้างวิทยากร ค่าจ้างพัฒนาโปรแกรม เป็นต้น

สำหรับกรรมการสปสช.บางคนที่ได้รับเงินจากสปสช.อาทิ นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน์ ในฐานะกรรมการสปสช. ในฐานะตัวแทนองค์กรเอกชนด้านผู้สูงอายุ นอกจากนี้นพ.วิชัยยังนั่งในตำแหน่ง ประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในระยะพึ่งพิงของสปสช.,กรรมการในอนุกรรมการบริหารยุทธศาสตร์ สปสช.,กรรมการในอนุกรรมการพัฒนาสิทธิประโยชน์ สปสช.,อดีตกรรมการสปสช.ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิด้านแพทย์ทางเลือก,ประธานมูลนิธิแพทย์ชนบท,รองประธานกรรมการคนที่ 2 ของคณะกรรมการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)และกรรมการในคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ผู้แทนองค์กรภาคเอกชนเขต 13 จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่ามูลนิธิแพทย์ชนบทได้รับเงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติดังนี้ ดูรายละเอียดทั้งหมด

นอกจากนี้ยังมีนพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคสุวะพลา กรรมการสปสช. ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านแพทย์แผนไทย ยังมีตำแหน่งเป็นประธานอนุกรรมการพัฒนาสิทธิประโยชน์ฯสปสช.,ประธานอนุกรรมการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค,กรรมการในอนุกรรมการบริหารยุทธศาสตร์ สปสช.,กรรมการในอนุกรรมการพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในระยะพึ่งพิง,เลขาธิการมูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยี่และนโยบายด้านสุขภาพ(HITAP),กรรมการประเมินผลกองทุนสสส.ด้านสร้างเสริมสุขภาพ และกรรมการในคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ผู้แทนองค์กรภาคเอกชนเขต 1 จากการตรวจสอบพบว่า HITAP รับเงินจากสปสช.ดังรายละเอียดตามเอกสาร

ขณะเดียวกันยังมีกรรมการจากกลุ่มองค์กรเอกชน อาทิ นายนิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการสปสช.ในฐานะตัวแทนองค์กรเอกชน ด้านผู้ติดเชื้อเอช ไอ วี ,นางสุนทรี เซ่งกิ่ง กรรมการสปสช.ในฐานะผู้แทนองค์กรเอกชนด้านแรงงาน เป็นต้น ดูเอกสารหน้า4-5

ขณะเดียวกัน ยังมีประเด็นบทบาทและหน้าที่ของคณะกรรมการ สปสช. ตามมาตรา 18 และ 26 ไม่ปรากฏข้อความใดให้อำนาจคณะกรรมการในการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ใด และหน้าที่ดังกล่าวได้ถูกกำหนดไว้แล้วตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เกินอำนาจหน้าที่และอาจไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเกินกว่าที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ซึ่งที่ผ่านมา สปสช. ได้มีการจัดซื้อยา วัสดุการแพทย์ หรือวัสดุใดๆ ของหน่วยบริการ ผ่านองค์การเภสัชกรรมแล้วจัดส่งให้หน่วยบริการ รวมทั้งยังกำหนดคุณลักษณะหรือสเปก หรือบริษัทที่จำหน่ายโดยผ่านทางโปรแกรมที่ให้หน่วยบริการบันทึกเบิก จ่าย ในลักษณะนี้อ้างอิงตามกฎหมายมหาชน กรณีใดไม่กำหนดให้กระทำ หน่วยงานรัฐไม่สามารถกระทำได้ กรณีนี้ได้เคยมีผลการตรวจสอบโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษไว้แล้ว

อ่านเพิ่มเติม อดีตประธานสปสช. ระบุบอร์ดสปสช. มีอำนาจล้น – เลขาสปสช. อนุมัติเงินได้ครั้งละ 1 พันล้าน มากกว่านายกรัฐมนตรีและรมต.

พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตราที่ 100-103
หมวด 9 การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม
มาตรา 100 ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดดำเนินกิจการดังต่อไปนี้
(1) เป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐที่ เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจ กำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดี
(2) เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่เข้าเป็นคู่สัญญา กับหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดี
(3) รับสัมปทานหรือคงถือไว้ซึ่งสัมปทานจากรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเข้าเป็นคู่สัญญา กับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน ทั้งนี้ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม หรือเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทานหรือ เข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว
(4) เข้าไปมีส่วนได้เสียในฐานะเป็นกรรมการ ที่ปรึกษา ตัวแทน พนักงานหรือลูกจ้างในธุรกิจของเอกชนซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับ ดูแล ควบคุม หรือตรวจสอบของหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดอยู่หรือ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งโดยสภาพของผลประโยชน์ ของธุรกิจของเอกชนนั้นอาจขัดหรือแย้งต่อประโยชน์ส่วนรวม หรือประโยชน์ ทางราชการ หรือกระทบต่อความมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ของรัฐผู้นั้น
เจ้าหน้าที่ของรัฐตำแหน่งใดที่ต้องห้ามมิให้ดำเนินกิจการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เจ้าหน้าที่ของรัฐตำแหน่งใดที่ต้องห้ามมิให้ดำเนินกิจการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ให้นำบทบัญญัติในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับกับคู่สมรสของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามวรรคสอง โดยให้ถือว่าการดำเนินกิจการของคู่สมรสดังกล่าว เป็นการ ดำเนินกิจการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
มาตรา 101 ให้นำบทบัญญัติ มาตรา 100 มาใช้บังคับกับการดำเนิน กิจการของผู้ซึ่งพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมาแล้วยังไม่ถึงสองปีโดย อนุโลม เว้นแต่การเป็นผู้ถือหุ้นไม่เกินร้อยละห้าของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่ จำหน่ายได้ในบริษัทมหาชนจำกัด ซึ่งมิใช่บริษัที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงาน ของรัฐตาม มาตรา 100 (2) ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์
มาตรา 102 บทบัญญัติ มาตรา 100 มกให้นำมาใช้บังคับกับการดำเนิน กิจการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม หรือตรวจสอบการดำเนินงานของบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชน จำกัดมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่ หน่วยงานของรัฐถือหุ้นหรือเข้าร่วมทุน
มาตรา 103 ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ อื่นใดจากบุคคล นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือกฎ ข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้น แต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยา ตามหลักเกณฑ์และ จำนวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด
บทบัญญัติในวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ของผู้ซึ่งพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมาแล้วยังไม่ถึงสองปีด้วยโดยอนุโลม

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ทั่วไป และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร