คอลัมน์ Social Focus: เป้าทบทวนธรรมนูญฯสุขภาพเน้นประชาชนมีส่วนร่วมจริงจัง

Chairman Review ฉบับวันที่ 01 -31 มกราคม พ.ศ. 2558
กรณีคำ สั่งคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ที่ 6/2557 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการทบทวนธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2552 ตามพ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2520 ที่จะต้องทบทวนทุก 5 ปี เพื่อให้กระบวนการทบทวนฯดำ เนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปและผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงนั้น
นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคสุวะพลา ประธานคณะกรรมการทบทวนธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2552 พูดถึงภาพของธรรมนูญฯฉบับเก่า คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นวิวัฒนาการ ว่าเมื่อเราทำไปผู้คนที่ร่วมเดินและสังคมส่วนใหญ่ จะสะท้อนภาพกลับมาว่าเขาอยากเห็นอะไร นี่คือความสวยงามของกระบวนการมีส่วนร่วมที่เป็นภาพใหญ่ นำสิ่งที่เขาต้องการจะเห็นมาเรียบเรียงและเชื่อมกับผลการวิจัย สรุปเป็นยุทธศาสตร์และข้อเสนอต่างๆในการทบทวนธรรมนูญฯ ขณะที่ นพ. อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) กล่าวว่า การทบทวนธรรมนูญสุขภาพในรอบ 5 ปี ถือเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งในการรีฟอร์ม นับเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นร่วมกัน ข้อดีคือธรรมนูญฯต่างจากกฏหมาย หากเกิดปัญหาหรือใช้ไม่ได้ผล ก็สามารถปรับโดยหาการมีส่วนร่วมมากขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือในการปฏิรูป ภาพความสำเร็จที่เกิดจากธรรมนูญฯระดับพื้นที่เกิดขึ้นมากมาย เกินกว่าความคาดหมาย นี่คือไดนามิคซีตี้ เป็นมุมมองในด้านบวก ที่น่าจะวิเคราะห์และมีการส่งเสริมให้เกิดการเขียนแบบนี้ ในกฏหมายอื่นในลักษณะรีฟอร์ม เพื่อให้มีกระบวนการทำงานต่อเนื่อง เหมาะสมและพัฒนาต่อยอดต่อไปได้ตามยุคสมัย “การทำวิจัยในการทบทวนธรรมนูญฯครั้งนี้จะช่วย
ปิดจุดอ่อนเสริมจุดแข็ง ทำให้ดียิ่งขึ้น มีความเป็นเจ้าของ มีสาระสำคัญ ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมและเน้นการมีส่วนร่วม และหลังจากกระบวนการทบทวนได้ข้อสรุป เพื่อจัดทำแผนและเสนอร่างเข้าสู่การพิจารณาคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)ฯ พิจารณาเห็นชอบ ก็นำเสนอเข้าสู่กระบวนการรายงานต่อสภาฯ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นส่วนประกอบของกฎหมาย ที่มีผลผูกพัน 2 ส่วนคือ 1. ผูกพันหน่วยงานของรัฐ 2. นำไปใช้อ้างอิงในการทำงานของหน่วยงานทุกภาคส่วนได้ ซึ่งสิ่งนี้เป็นความงามที่ไม่เคยเกิดขึ้นในกฎหมายใดมาก่อน ถือเป็นการปฏิรูปแบบกัลยาณมิตร โดยการเรียนรู้ร่วมกัน” ด้านนางอรพรรณ ศรีสุขวัฒนา รองเลขาธิการ สช. ได้นำเสนอภาพรวมของกระบวนการทบทวนธรรมนูญฯ ในการประชุมคณะกรรมการทบทวนธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2552ครั้งที่1 พร้อมผลการขับเคลื่อนธรรมนูญฯ การทบทวนสถานการณ์และข้อสรุปของนักวิจัย ซึ่งชี้ให้เห็นว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของการแยกธรรมนูญออกจากพ.ร.บ. ในการทำธรรมนูญฯครั้งที่ 1 ซึ่งขณะนั้นนพ.บรรลุ ศิริพานิช เป็นประธานยกร่าง ฯได้ประกาศให้ ธรรมนูญฯ มีสถานะเป็นเจตจำนงค์และพันธะร่วมของสังคม ซึ่งทุกฝ่ายจะนำไปเพื่อใช้ในการอ้างอิงและการปฏิบัติ และกลไกหลักที่ใช้คือคณะกรรมกรรมการติดตามการขับเคลื่อน ซึ่งไม่ได้ผูกโยงกับกลไกอื่นๆ ที่อยู่ใน พ.ร.บ.สุขภาพฯ “ทั้งนี้ความสำเร็จในการขับเคลื่อนคือ ธรรมนูญสุขภาพระดับพื้นที่ ซึ่งหลายแห่งมีธรรมนูญฯและสามารถนำไปขับเคลื่อนให้เกิดเป็นรูปธรรมต่อไปได้ โดยข้อดีของธรรมนูญฯระดับพื้นที่ คือ เป็นกติกาหรือข้อตกลงร่วมกับชุมชน เขียนแล้วจับต้องได้ และตอบสนองความต้องการของพื้นที่ โดยมีการกำหนดกลไกเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน เช่น กำหนดให้มีสำนักธรรมนูญฯ มีแผนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือสมัชชาสุขภาพแห่งชาติเป็นเครื่องมือในการใช้งาน”
ขณะเดียวกัน รองเลขาฯสช.ได้นำเสนอข้อมูลการทบทวนสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องระบบสุขภาพใน อนาคตเพื่อเป็นข้อมูลตั้งต้นในการพิจารณากำหนดประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาใน การทบทวนธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพ โดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาภาพอนาคตของระบบสุขภาพที่พึงประสงค์, การทบทวนสถานการณ์ระบบสุขภาพรายหมวดในธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2552ตาม แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 เอกสารคนไทยในสองทศวรรษของการพัฒนา จัดทำโดยแผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณที่ดี และการวิจัยเพื่อจัดลำดับความสำคัญของงานวิจัยด้านสุขภาพของประเทศไทย ที่จัดทำโดย HITAP และกรณีมติคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เรื่องการส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจบริการสุขภาพ ตลอดจนการพัฒนาระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพ ฯลฯ ทั้งนี้สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบสุขภาพในอนาคตโดยสรุปมี 7 ประการได้แก่ 1.สถานการณ์ทางการเมืองการปกครอง ความขัดแย้งและการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่ส่งผลกระทบต่อการบริหารประเทศ สูญเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศ ทำให้คุณภาพชีวิตและความสุขของคนในสังคมลดลง ส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของคนไทย 2. สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในการกระจายรายได้ เป็นช่องว่างในสังคม ส่งผลให้เกิดความแตกต่างในหลายๆด้าน โดยเฉพาะการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพ 3. สถานการณ์ทางประชากรและสังคม อัตราการเพิ่มของประชากรลดลง ส่งผลทำให้แนวโน้มประชากรผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น แบบแผนการเกิดโรคเกี่ยวกับผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น เช่นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง สมองเสื่อม ฯลฯ อันเป็นผลจากการขยายตัวของชุมชนเมือง กระแสโลกาภิวัตน์ก่อให้เกิดการเคลื่อนย้านประชากรแบบไร้พรมแดน โอกาสของการแพร่ระบาดของโรคชนิดใหม่เพิ่มมากขึ้น 4.สถานการณ์ทางการเกษตรและอาหาร พบว่าปัญหาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร การผู้ขาดระบอบธุรกิจ
อุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร การบุกรุกพื้นที่เกษตรกรรม โดยการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และแนวโน้มปัญหาภัยพิบัติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 5.สถานการณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัญหาความผันผวนเรื่องทรัพยากรน้ำ ที่ส่งผลต่อการขาดแคนน้ำในอนาคต ปัญหาการนำพื้นที่เพาะปลูกมา ใช้ประโยชน์ด้านอื่น สารพิษปนเปื้อนในดินและน้ำ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ 6.สถานการณ์ด้านเทคโนโลยีโลกาภิวัตน์ทำให้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคน และนำเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่มาใช้ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพเพิ่มสูงขึ้น และขาดการควบคุมเรื่องการสื่อสารและโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างเข้มงวดและทั่วถึงและ 7. สถานการณ์ด้านระบบสุขภาพ ซึ่งพบว่าอัตราการตายจากโรคติดต่อลดลง มีแนวโน้มภาวะโรคอ้วนและภาวะไขมันในเลือดสูงขึ้น ในขณะที่ปัญหาสุขภาพจิตมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น มีความไม่เท่าเทียมในการสนับสนุนงบประมาณภาครัฐต่อระบบหลักประกันสุขภาพต่างๆ ด้านระบบบริการสุขภาพพบว่า มีการแข่งขันสูงในภาคเอกชน ปัญหาความไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงระบบยา ฯลฯ ประเด็นสนับสนุนเรื่องการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ พบว่า มีแรงกระตุ้นให้เกิดการบูรณาการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ในระบบบริการสุขภาพที่กว้างขวางขึ้น ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคพบว่า รัฐยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการส่งเสริมและสนับสนุนขององค์กรหรือกลุ่มผู้บริโภค รวมถึงการจัดตั้งองค์การอิสระ เพื่อการ คุ้มครองผู้บริโภค ทั้งนี้นักวิจัยเสนอว่า ธรรมนูญฯที่จะนำไปทบทวนนั้นจะทำหน้าที่เป็นตัวขับเคลื่อนมุ่งไปสู่การทบทวนการปฏิรูประบบสุขภาพรอบสอง โดยมีเป้าหมาย และยุทธศาสตร์ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้จริง และมีกลไกที่ชัดเจนโดยควรเขียนธรรมนูญฯในลักษณะร่มใหญ่ เพื่อค้นหาและระบุ บทบาท ของสิ่งที่จะทำให้เกิดภาพหรือการเขียนโรดแม็ป แล้วสังเคราะห์ข้อเสนอของทุกฝ่ายมาเขียนด้วยสำนวนที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ ได้จริง ซึ่งออกแบบโดยเน้นการสร้างพันธมิตรข้ามกลุ่มความเห็นพ้อง ใช้ธรรมนูญฯในการเปิดประเด็น และในเวทีสมัชชา เป็นกระบวนการระดมความคิดเห็นเพื่อทำให้ระบบสุขภาพขับเคลื่อนต่อไปได้ “การเขียนธรรมนูญฯควรแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับร่มใหญ่ เป็นภาพพึงประสงค์ กว้างๆ และระดับเนื้อหารายกลุ่ม เป็นโรดแม็ป และออกแบบกลไกให้ทุกฝ่ายได้หารือและทบทวนกันได้อย่างสม่ำเสมอ ควรทำให้เนื้อหาสาระของธรรมนูญฯ กับเครื่องมือและกลไกใน พ.ร.บ.สุขภาพฯทำงานส่งเสริมกัน อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ยุทธศาสตร์การสื่อสารอย่างมีพลัง เพื่อตั้งประเด็นให้กับสังคมเกี่ยวกับการปฏิรูประบบสุขภาพและภาพในอนาคต” พร้อมทั้งกำหนดการประชุมหารือของคณะกรรมการทบทวนหลังจากนี้อีก 4 ครั้ง โดยในครั้งที่ 2 เป็นการสรุปผลเบื้องต้นจากการทำงานในเชิงประเด็น พร้อมเสนอรูปแบบการเขียนธรรมนูญฯในหลักการ เป้าหมาย ทิศทางและ โรดแม็พ การประชุมครั้งที่ 3 เป็นการพิจารณาข้อเสนอทบทวนธรรมนูญฯ หมวด 1. ภูมิปัญญา 2. บริการสุขภาพ 3. คุ้มครองผู้บริโภค 4.สุขภาพจิต 5.ผู้สูงอายุ 6.ระบบสุขภาพพึงประสงค์มุมมองของประชาชน ตลอดจนข้อค้นพบเบื้องต้นเรื่องสิทธิ และแผนการรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ส่วนในการประชุมครั้งที่ 4และ 5 จะเป็นการพิจารณายกร่างเบื้องต้น นำเข้าและพิจารณาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้ได้เอกสารฉบับสมบูรณ์ นำเข้าสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นธรรมนูญฯ ทั้งนี้ แผนการทบทวนธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ดังกล่าว เมื่อยกร่างธรรมนูญฯแล้ว ต้องนำเข้าสู่สมัชชาสุขภาพเพื่อรับฟังข้อคิดเห็นและส่งให้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติในฐานะเจ้าภาพ นำเสนอสู่คณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อขอความเห็นชอบ จากนำเสนอต่อสภา 2 สภา ได้แก่สภาผู้แทนราษฏรและวุฒิสภา (ปัจจุบันคือสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือสนช.)เพื่อทราบ แล้วจึงประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ธรรมนูญสุขภาพ และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร