ภาคเหนือชี้ธรรมนูญสุขภาพเพื่ออนาคตชาติ

บ้านเมือง ฉบับวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2558
ในการจัดเวที “ประชาเสวนาหาทางออก” ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 26-27 ม.ค. ที่โรงแรมแกรนด์ฮิลล์ รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.นครสวรรค์ ที่ผ่านมา ของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้าฯ เพื่อใช้ประกอบการทบทวนธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ โดยมีกลุ่มประชาชนที่สุ่มตัวอย่างจากจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง คือ กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร และอุทัยธานี เข้าร่วมเวทีเสวนา ประมาณ 100 คน
ทั้งนี้ได้มีการทำแบบสอบถามและประเมินก่อน-หลัง เพื่อดูความเปลี่ยนแปลงความคิดที่เกิดขึ้น ว่าการประชาเสวนาหาทางออก ได้เปลี่ยนทัศนคติหรือความเข้าใจของกลุ่มเป้าหมายหรือไม่อย่างไร โดยตั้งโจทย์ไว้ว่าเราต้องการเห็นภาพอนาคตระบบสุขภาพไทยเป็นแบบไหน ทำไมจึงอยากเป็นเช่นนั้น ทำอย่างไรจึงจะไปถึงภาพนั้นได้ และระบุว่าใครควรจะเข้ามาเกี่ยวข้องและมีบทบาททำให้เกิดภาพนั้นได้อย่างไร โดยใช้หลัก what เป็นอย่างไร และ why ทำไมเป็นอย่างนั้น โดยได้ความคิดจากฉันทามติเกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม เวทีเสวนาได้ข้อสรุปและเกิดฉันทามติว่าระบบสุขภาพที่พึงปรารถนาและเป็นความต้องการที่แท้จริงจากประชาชน ประกอบด้วย เรื่อง สารเคมี เห็นว่ารัฐควรกำหนดให้เกษตรลดใช้สารเคมีเพราะเกิดอันตรายต่อสุขภาพ โดยให้ใช้สารชีวภาพแทน เรื่อง สวัสดิการให้รัฐบาลจัดสวัสดิการให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ ให้พอเพียงต่อการดำรงชีพ อย่างน้อยเดือนละ 2,000 บาท ทั้งผู้สูงอายุและคนพิการ เพื่อไม่เป็นภาระกับลูกหลาน ส่วนเรื่องยาเสพติด ให้หมู่บ้านและชุมชนปลอดจากยาเสพติด มีเจ้าหน้าที่มาดูแลอย่างทั่วถึง
สำหรับเรื่องการส่งเสริมสุขภาพและสาธารณสุข ให้กำหนดเป็นข้อกฎหมายบังคับใช้ให้ประชาชนสามารถดูแลตัวเองได้ถูกต้อง มีการบริการที่เท่าเทียมกัน โดยรวมการรักษาทั้ง 3 ระบบ คือ บัตรทอง ประกันสังคม ข้าราชการ เป็นระบบและมาตรฐานเดียวกัน ให้มีบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถและอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย ให้ อสม.มีความรู้สามารถให้ความรู้กับประชาชนได้อย่างถูกต้อง โดยภาครัฐให้ข้อมูลการดูแลสุขภาพเบื้องต้น ให้ชุมชนที่อยู่ไกลๆ ช่วยดูแลให้ชุมชนให้มีรถฉุกเฉิน หน่วยกู้ชีพที่มีคุณภาพและเพียงพอ สามารถรับส่งผู้ประสบเหตุได้ทันท่วงที มีกองทุนส่งเสริมคนในชุมชนไปเรียนเพิ่มเติม ซึ่งคัดเลือกเยาวชนใน อปท. ทั้งในด้านความรู้และในด้านความดี แล้วกลับมาคืนทุนและพัฒนาให้ท้องถิ่นดีขึ้น และเรื่องประชากร ให้ภาครัฐไปให้ความรู้กับเด็กและเยาวชน เรื่องเพศศึกษา ไม่ให้มีปัญหาท้องก่อนวัยอันเหมาะสม
ทั้งนี้เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านการเมืองการปกครอง-ที่มีความขัดแย้ง เกิดปัญหาการคอรัปชั่น ทำให้เกิดความเครียด ความหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน การขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ล่าช้า ทำให้สูญเสียโอกาส ขณะที่ด้านเศรษฐกิจ มีความเหลื่อมล้ำในเรื่องรายได้ ทำให้เกิดความแตกต่างในการเข้าถึงพื้นที่ที่ห่างไกล การใช้บริการสุขภาพ การนำเข้ายาที่มีราคาแพง ส่วนด้านประชากรและสังคม คนไทยเริ่มสนใจเรื่องสิทธิหน้าที่มากขึ้น จำนวนผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดภาระเลี้ยงดูผู้สูงอายุ การเดินทางที่สะดวกขึ้น ทำให้โรคแพร่ระบาดง่ายและเร็วมากขึ้นเช่นกัน
ขณะที่สถานการณ์ด้านเกษตรและอาหาร เด็กไทยร้อยละ 7 น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ มีปัญหาการผูกขาดสินค้าโดยบริษัทใหญ่ ทำให้เกิด สินค้าราคาแพง สารเคมีปนเปื้อน ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในเขตเมืองและเขตอุตสาหกรรมขยายตัวมากขึ้น จำนวนพื้นที่ป่าไม้ลดลง ทำให้เกิดปัญหามลพิษ ขาดแคลนน้ำในอนาคต เกิดภาวะโรคร้อน ส่วนด้านเทคโนโลยี-มีการนำเข้าและใช้เทคโนโลยีสุขภาพมากขึ้น กฎหมายควบคุมเรื่องเทคโนโลยียังมีข้อจำกัด ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มมากขึ้น มีปัญหาการสื่อสารและโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่เหมาะสม และด้านระบบบริการสาธารณสุข มีแนวโน้มเกิดภาวะโรคอ้วนและภาวะไขมันในเลือดสูงเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐให้ดีขึ้น มีหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค ที่ต้องบูรณาการ รายจ่ายด้านบริการสุขภาพของประเทศที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
อนึ่ง กระบวนการทบทวนธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ มีจุดประสงค์ที่สำคัญเพื่อต้องการรับฟังความคิดเห็นที่แท้จริงของประชาชน เพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะ โดยใช้วิธีการคิดเสนอทางออก เพื่อแก้ปัญหาได้ตรงจุด ให้ทุกคนมาทำความเข้าใจกัน โดยหัวใจสำคัญคือการฟังอย่างตั้งใจ เปิดใจ มองอดีตเป็นบทเรียนและมองไปข้างหน้า ไม่มองมุมเดียว ทุกความคิดเห็นนั้นมีคุณค่า เพราะเป็นข้อมูลจริงจากตัวแทนของคนไทยทั้งประเทศ

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ธรรมนูญสุขภาพ และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร