คอลัมน์ ลมหายใจสีเขียว: HIA เครื่องมือปฏิรูปประเทศ?

เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 13 – 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และสถาบันการจัดการระบบสุขภาพภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้จัดประชุม การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ โดยนำเสนอหัวข้อต่างๆ อาทิ HIA ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย, HIA ในกระบวนการปฏิรูปการจัดการ ทรัพยากรสินแร่และเหมืองแร่, HIA พลังงาน, รูปแบบและกระบวนการประเมินผลกระทบทางสุขภาพในประเทศไทย เป็นต้น
บอกตามตรงว่า กระวาน เคยได้ยินแต่ EIA หรือการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพิ่งมาทำความรู้จักกับ HIA (Health Impact Assessment) ในงานนี้เอง
การประเมินผลกระทบทางสุขภาพ เกิดจากความริเริ่มของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขในปี 2543 ที่มุ่งปฏิรูประบบสุขภาพ และเลือกใช้ HIA เป็นกลยุทธ์และเครื่องมือในการปรับแก้นโยบาย แผนงาน และโครงการต่างๆ เพื่อให้คำนึงถึงและเอื้อต่อสุขภาพของคนไทย โดยบรรจุแนวคิดการประเมินผลกระทบทางสุขภาพไว้ในร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ รวมทั้งนำมาประเมินโครงการ นโยบาย และสร้างเครือข่ายทั่วทุกภาคของประเทศไทย
ต่อมามีการออกพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ซึ่งมีเรื่องของการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ และรับรองถึงสิทธิและหน้าที่ด้านสุขภาพปรากฏตามมาตรา 5 และมาตรา 11 ว่าบุคคลหรือคณะบุคคล มีสิทธิร้องขอให้มีการประเมินและมีสิทธิร่วม ในกระบวนการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพจากนโยบายสาธารณะ มีสิทธิได้รับรู้ข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐ ก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพของตนหรือของชุมชนและแสดงความเห็นของตนในเรื่องดังกล่าว
โดยมาตรา 25 วรรคหนึ่ง (5) กำหนดให้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ มีหน้าที่และอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการการติดตามและประเมินผลเกี่ยวกับระบบสุขภาพแห่งชาติและผลกระทบด้านสุขภาพ ที่เกิดจากนโยบายสาธารณะ ทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ
หัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจคือ การจัดการเหมืองแร่ ดังจะเห็นว่าขณะนี้มีข่าวความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านและบริษัทผู้ประกอบการอยู่เป็นระยะ
รศ.นพ.พงศ์เทพ วิวรรธนะเดชคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หัวหน้าโครงการ แบ่งเนื้อหาเป็นสี่ส่วน คือ 1) สถานการณ์ผลกระทบจากกระบวนการปฏิรูปการจัดการทรัพยากรสินแร่ และเหมืองแร่ของประเทศไทย 2) การประเมินผลกระทบด้านต่างๆ 3) ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกระบวนการประเมินผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ, ผลกระทบของ HIA ในโครงการเหมืองแร่ที่มีต่อชุมชน, อุปสรรคและข้อจำกัดของการแก้ไขปัญหา 4) แนวทางการใช้ HIA
ในปี 2552 คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้จัดทำประกาศเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพที่เกิดจากนโยบายสาธารณะ ใช้หลักการ 7 ข้อ ประกอบด้วย หลักประชาธิปไตย (หมายถึง ต้องรับรองและส่งเสริมสิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมพัฒนานโยบายสาธารณะ ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและวิถีชีวิตของตน), หลักความเป็นธรรม, การใช้ข้อมูลหลักฐานอย่างเหมาะสม, ความเหมาะสมในการปฏิบัติ, หลักความร่วมมือ, สุขภาวะองค์รวม และหลักความยั่งยืน
โดยขณะนี้มีโครงการอยู่ระหว่างขอสัมปทาน 4 โครงการ ประกอบด้วย เหมืองแร่เหล็ก อ.เถิน จ.ลำปาง, เหมืองหินสุวรรณคูหา ต.ดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู, เหมืองแร่โปแตช จังหวัดอุดรธานี และเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ซึ่งรายงานการวิจัยระบุถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบด้านสุขภาพจากสิ่งต่างๆ
ทว่า ในมุมมองของภาครัฐ หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เสนอว่าควรพิจารณาด้านอื่นๆ ด้วย
นพ.กิจจา เรืองไทย กรรมการสถาบันสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เวลาพูดถึง HIA ต้องมีตัวแทนจากหลายภาคส่วน ทว่า บางเวทีมีแต่ภาคประชาชนเท่านั้น และว่าหลักการ HIA 7 ข้อ เช่น หลักประชาธิปไตย หลักความเป็นธรรมนั้น ต่างคนต่างมอง อาจมีความเห็นไม่ตรงกัน ขึ้นกับว่ามองจากจุดไหน หากมีการแลกเปลี่ยนอาจทำให้เข้าใจกันมากขึ้น
“ก่อนมีเวทีตรงนี้ มีการทำสองอย่าง ยังไม่เกิดโครงการกับเกิดแล้ว หลายอย่างเป็นเรื่องเทคโนโลยี ณ วันที่เขาทำ กับสิบปีที่แล้วต่างกัน อีกข้อคือ หลักการใช้ข้อมูลอย่างเหมาะสม ในทางปฏิบัติหลักความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ดูสุขภาพเก้าลักษณะก็ครอบคลุม หากสถานประกอบการใด ไม่ยึดหลักเก้าข้อนี้ ไม่ได้รับความร่วมมือ อยู่ได้ไม่นาน และว่า.
“การทำ EHIA เป็นแค่การคาดการณ์ ต้องติดตามประเมินผลอย่างจริงจัง เพื่อดูว่าผลที่เกิดขึ้นใช่ตามที่คาดการณ์ไหม และนำมาสื่อสาร เพื่อลดความตระหนก เพราะบางครั้งคิดเราว่าจะเกิด แต่ติดตามไปแล้วไม่เกิด HIA เป็นกระบวนการที่เราจะเรียนรู้ด้วยกัน เรียนรู้ในสิ่งที่ผิดและถูก และปรับให้สิ่งนั้นเดินหน้าต่อไปได้”
ขณะที่ จารุกิตติ์ เกษแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เขต 2 อุดรธานี กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่อนุมัติให้ทำเหมือง มีขอบเขตดูแลเหมืองแร่ทองคำที่เลย และเหมืองโปแตชที่อุดรธานี กล่าวว่า
“เราไม่ใช่ยุคยูโทเปีย ที่ได้มาอย่างสมบูรณ์โดยไม่เสียอะไรเลย ต้องมีการแลกกัน อย่างนักศึกษาคงไม่ส่งไปกรีดยาง ทำไร่ อยู่ภาคอุตสาหกรรมใช้พื้นที่ 30 ตารางเมตร แต่คนจะอยู่ได้ในภาคเกษตรต้องใช้ 25 ไร่ เราต้องพัฒนาคนให้อยู่กับปัจจุบัน”
พร้อมกับยกตัวอย่างกรณีเหมืองแร่ทองคำจังหวัดเลย ปี 2549 โดยก่อนเปิดเหมืองทางสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคเก้าตรวจวิเคราะห์พื้นที่บริเวณนั้น ซึ่งอยู่ในช่วงพัฒนาปลูกยางพารา ปี 2545-2547 ต่อมาปี 2549 พบไซยาไนด์ สารหนู ก็ตกใจกันทั้งจังหวัด ส่วนราชการจังหวัดตั้งคนตรวจสอบเหมืองทองแห่งนี้เกือบสองร้อยคน สุดท้ายพบว่าไซยาไนด์ไม่ได้เกิดจากเหมืองทอง กลายเป็นเจอสารหนูกับแมงกานีสในน้ำ
ทว่า ในฟากของประชาชนผู้อยู่ในพื้นที่ มีความคิดเห็นที่ต่างออกไป สรุปความบางส่วนได้ ดังนี้
หน่วยงานท้องถิ่นและภาครัฐยังอ่อนแอด้านการตรวจสอบ, รัฐต้องรับผิดชอบในการฟ้องร้อง เรียกร้องค่าเสียหายแทนชาวบ้าน เมื่อมีมูลว่าอาจเกิดผลกระทบ, ให้เจ้าของโครงการมีกองทุนในการเฝ้าระวัง และประกันความเสี่ยงก่อนการทำเหมือง, การฟื้นฟู หมายถึง การฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ฯลฯ
ในนามของ ‘การพัฒนา’ ดูเหมือนว่าคนเล็กคนน้อยต้องเป็นผู้เสียประโยชน์เสมอ!

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน คสช., HIA และติดป้ายกำกับ , , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร