‘ปรียานันท์’จี้สาธารณสุขออกก.ม.คุ้มครองผู้เสียหาย

กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
เชื่อยุติปัญหาฟ้องร้องระหว่างแพทย์กับคนไข้
ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์เรียกร้องให้ สธ.เร่งจัดทำร่าง พ.ร.บ.คุ้มครอง ผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ให้เสร็จ โดยเร็ว มั่นใจรัฐบาลจะออกกฎหมายที่มีประโยชน์ เช่นนี้ได้ พร้อมกันนี้ได้พาผู้เสียหายเข้าร้องเรียน โรงพยาบาลรัฐสองแห่งที่เข้ารับบริการแล้วเกิดปัญหา วอนหมอรัชตะช่วยประสานจ่ายค่าเยียวยาตามมาตรา 41
วานนี้ (12 ก.พ.) ที่ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข นางปรียานันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ พร้อมด้วยผู้เสียหายจากการรับบริการทางการแพทย์ 2 ราย เข้าร้องเรียนต่อ นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) เพื่อขอความเป็นธรรม และติดตามความคืบหน้า ของการออกร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ….
นางปรียานันท์ กล่าวว่า ได้พาผู้เสียหาย 2 รายมาขอความเป็นธรรม โดยรายแรกคือ นางสาวสุธิตา พกานวน อายุ 41 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป เข้ารับบริการฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลราชวิถี ช่วงอายุครรภ์ 4 เดือน
ทั้งนี้ เมื่อไปตรวจปรากฏว่า แพทย์ให้ทำการ ตรวจน้ำคร่ำเพื่อตรวจความผิดปกติต่างๆ โดยแพทย์ได้เจาะน้ำคร่ำเมื่อวันที่ 21 ม.ค.2558 หลังจากเจาะเสร็จก็กลับบ้าน แต่ปรากฏว่า วันที่ 22 ม.ค. มีอาการหนาวสั่น จึงไปพบแพทย์โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง อัลตราซาวด์พบว่าเด็กเสียชีวิต จึงรีบไปที่โรงพยาบาลที่ฝากครรภ์ ไว้ แต่ไม่ได้รับการดูแลมากนัก และเมื่อแพทย์ทำการตรวจพบว่า เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด ขณะนี้ก็ยังมีอาการมือชาอีก
ส่วนอีกราย คือ นายนนทพัฒน์ มีแก้ว เป็นต้อหินเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง ต่อมาแพทย์นัดผ่าตัดครั้งที่ 3 แต่รอนานเกินไป จึงขอใช้สิทธิบัตรทองเพื่อให้ส่งต่อมายัง โรงพยาบาลรัฐชื่อดังอีกแห่งหนึ่งเพื่อผ่าตัดครั้งที่ 3 ปรากฏว่าตอนผ่าตัดแพทย์กลับมีการพูดคุยโทรศัพท์ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ตาของผู้ป่วยมีความดันสูงและเลือดไหลตลอด
สุดท้ายผ่าตัดเสร็จไม่สามารถมองเห็น ตาขวาบอดสนิท ถึงแม้โรงพยาบาลที่ผ่าตัดให้จะประสานให้ความช่วยเหลือ แต่เป็นเรื่องไม่สมควรเกิด ที่สำคัญขณะนั้นไม่มีการแจ้งรับสิทธิมาตรา 41 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ในเรื่องการจ่ายค่าเยียวยาผู้เสียหาย
“อยากให้สาธารณสุขประสานทั้งสอง โรงพยาบาลและขอให้ดำเนินการขอจ่ายย้อนหลังตามมาตรา 41 ให้กับผู้ป่วยตาบอดถาวรด้วย จริงๆ เข้าใจว่าแพทย์ไม่ตั้งใจในเรื่องผลข้างเคียง ดังนั้น เพื่อลดปัญหาความไม่เข้าใจกัน และการฟ้องร้อง อยากขอให้รัฐมนตรีผลักดัน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ซึ่งขณะนี้ทราบว่าอยู่ระหว่างทำประชาพิจารณ์ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ทั้ง 4 ภาค” นางปรียานันท์ กล่าว
เธอกล่าวว่า ในเดือน มี.ค.นี้ จะเป็นการ ระดมความคิดเห็นภาคประชาชน จากนั้นเมื่อแล้วเสร็จตามขั้นตอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะเสนอเรื่องเข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา โดยมั่นใจว่าในรัฐบาลชุดนี้จะออกกฎหมายที่มีประโยชน์เช่นนี้ได้ เพราะที่ผ่านมาหลายรัฐบาลไม่สามารถผลักดันได้ อาจเพราะมีการคัดค้านมากมาย แต่หากออกกฎหมายได้ ปัญหาการฟ้องร้องระหว่างแพทย์และคนไข้จะยุติลง เพราะกฎหมายนี้จะไม่มีการระบุว่าใครถูกใครผิด แต่จะเน้นการให้ความช่วยเหลือ ผู้เสียหายเท่านั้น
ด้านนพ.เกษม เสรีพรเจริญกุล หัวหน้ากลุ่มงานสูตินรีเวชศาสตร์โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า สำหรับกรณีเคสเจาะน้ำคร่ำนั้น ขอยืนยันว่า แพทย์ได้ทำการรักษาตามขั้นตอนทางการแพทย์ทุกประการ
ขณะที่อาการมือชานั้นมาจากการรักษาเพราะเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งการเจาะน้ำคร่ำมีโอกาสเกิดได้ และก่อนทำก็มีหนังสือแจ้งไว้แล้ว แต่อาการมือชานั้น เบื้องต้นแพทย์ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูแจ้งว่า ได้แนะนำวิธีการรักษาเพื่อบรรเทาอาการแล้ว ส่วนอาการ อื่นๆ ผู้ป่วยปลอดภัยแล้ว

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน คสช. และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร