คอลัมน์ มองมุมกลับ: การดูแลแบบประคับประคองเพื่อการไปดี

โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์
ยศ วัชระคุปต์ วิโรจน์ ณ ระนอง
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
Palliative care หรือที่มีการ แปลเป็นไทยว่า การดูแลแบบประคับประคองหรือการดูแลระยะท้ายนั้น ไม่ใช่สิ่งใหม่สำหรับประเทศไทย แต่เป็นสิ่งที่คนไทยยังไม่ค่อยคุ้นเคยและพูดถึงกันมากนักแม้จะมีการให้บริการมานานแล้ว โดยเป็นการดูแลที่มีความปรารถนาดีต่อผู้ป่วย ปล่อยให้ตายตามธรรมชาติ ไม่ยื้อชีวิต แต่ก็ไม่ได้เร่งให้ตาย ซึ่งหลายๆ โรงพยาบาลได้มีการนำการดูแลแบบประคับประคองมาใช้กับคนไข้ใน รวมถึงการอำนวยความสะดวกให้แก่คนไข้เมื่อต้องการกลับไปดูแลอาการต่อที่บ้านเมื่อถึงระยะท้ายของชีวิต นอกจากนี้ในการเรียนการสอนของแพทย์ก็ได้มีการสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับ Palliative care เข้าไปในวิชาที่เกี่ยวข้ององค์การอนามัยโลก กล่าวว่า การดูแลแบบประคับประคองเป็นหนทางที่ช่วย เพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยและบุคคลในครอบครัวให้สามารถเผชิญปัญหาจากอาการเจ็บป่วยที่กำลังถึงแก่ชีวิต ด้วยวิธีการป้องกันและลดอาการเจ็บปวดที่เป็นปัญหากับสุขภาพกาย สุขภาพจิต และจิตวิญญาณ ทั้งนี้หลายหน่วยงานยังได้ขยายความว่าเป็นการดูแลทั้งผู้ป่วยและครอบครัวที่ครอบคลุมทั้งด้าน ร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณซึ่งเน้นไปที่การรักษาอาการเจ็บปวดตามความ เหมาะสม โดยไม่เร่งการตายและไม่ยืดการตายของผู้ป่วย
การดูแลแบบประคับประคองหรือการดูแลระยะท้ายจะให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว ซึ่งมีได้ตั้งแต่ในเรื่องการใช้ชีวิตของผู้ป่วย โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์ที่อยู่ในขั้นที่รักษาไม่หายแล้วนั้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น เครื่องช่วยหายใจ ในการช่วยให้ดำรงชีวิตต่อไปได้ แต่เครื่องมือเหล่านั้นอาจจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายตัวหรือสร้างความรำคาญได้ การดูแลในระยะท้ายจึงควรเน้นไปที่การลดความเจ็บปวด การช่วยเหลือให้ผู้ป่วยกลับไปรักษาตัวต่อที่บ้านเพราะต้องการใกล้ชิดกับครอบครัว ช่วยส่งเสริมให้ผู้ป่วยได้ทำในสิ่งที่ต้องการหรือสิ่งที่ยังค้างคาอยู่ในจิตใจ
สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ได้อยู่อย่างอบอุ่นในครอบครัวที่คุ้นเคย และนำไปสู่การเสียชีวิตอย่างมีสติและพร้อม และญาติได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดในระยะก่อนจากกัน
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการดูแลแบบประคับประคองหรือการดูแลระยะท้ายที่ควรมีการทำความเข้าใจให้ชัดเจน คือ ประเด็นด้านกฎหมาย โดยในหลายประเทศมีการออกเป็นกฎหมายไว้ โดยเฉพาะประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศเดียวในโลกที่มีกฎหมายอนุญาตให้แพทย์ทำให้ผู้ป่วยตายโดยสงบได้ (เฉพาะกรณีสมัครใจ) และในหลายประเทศได้บัญญัติเรื่อง “สิทธิปฏิเสธการรักษา” ไว้ในกฎหมาย เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา “Patient Self- Determination Act” (1990) และ “Uniform Health-Care Decisions Act” (1993) และกฎหมายของแต่ละมลรัฐประเทศออสเตรเลีย เช่น มลรัฐ Northern Territory มลรัฐ South Australia มลรัฐ Australian Capital Territory และประเทศอังกฤษ “Mental Capacity Act 2005”
สำหรับประเทศไทยนั้น ได้มีการออก พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 โดยในมาตรา 12 ได้ระบุไว้ว่า บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้ การดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงเมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้ว มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิด ทั้งปวง
แม้ พ.ร.บ.จะออกมาตั้งแต่ปี 2540 และกฎกระทรวงได้ประกาศใช้เดือน พ.ค. 2554 แล้วก็ตาม แต่การทำหนังสือแสดงเจตนา (Living will) นั้น ยังไม่เป็นที่ยอมรับกันมากนัก ทั้งนี้อาจจะเกิดจากความเชื่อของคนไทยที่เห็นว่าการกระทำดังกล่าวจะเป็นเสมือนลางร้าย รวมทั้งความเข้าใจผิดที่ว่าเมื่อทำหนังสือแสดงเจตนาแล้ว หากไม่สบายหรือเข้าโรงพยาบาลแล้ว แพทย์จะไม่ยอมรักษาให้ ซึ่งจริงๆ แล้ว การปฏิเสธการรักษาจะเกิดจากฝ่ายคนไข้ ไม่ใช่แพทย์ และการยกเลิกหนังสือแสดงเจตนาก็กระทำได้อย่างง่ายดาย
การเดินหน้าเรื่องการดูแลแบบประคับประคองยังต้องการความพร้อมทั้งในเรื่องระบบบริการและการเตรียมการด้านบุคลากร ระบบการประกันสุขภาพของไทยยังให้ความครอบคลุมการดูแลแบบประคับประคองยังไม่ครบถ้วนนัก ผู้ป่วยและครอบครัวต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเองถ้ากลับบ้าน แต่ถ้ายังอยู่ที่สถานพยาบาลรัฐก็ดูแลค่าใช้จ่ายให้ เช่นเดียวกับประกันสุขภาพของเอกชน ถ้าผู้ป่วยยังนอนที่โรงพยาบาล บริษัทประกันก็รับภาระค่ารักษาให้ แต่ถ้าผู้ป่วยกลับไปรักษาที่บ้าน บริษัทประกันก็ไม่คุ้มครอง การจัดการแบบนี้ทำให้ไม่สร้างแรงจูงใจในการเข้าสู่การดูแลแบบประคับประคอง
ส่วนความพร้อมของบุคลากรพยาบาลและแพทย์ค่อนข้างแตกต่างกัน พยาบาลมีการทำงานที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยและมีความเข้าใจสถานการณ์ด้านครอบครัวและสังคมเป็นอย่างดี การปฏิบัติการดูแลแบบประคับประคองจะสามารถไปได้อย่างดีเมื่อได้รับความร่วมมือจากพยาบาล ในทางตรงกันข้าม ความพร้อมของบุคลากรทางแพทย์กลับน้อยกว่ามาก ความเข้าใจในกลุ่มนักศึกษาแพทย์ค่อนข้างช้าด้วยข้อจำกัดจากหลักสูตรการเรียนการสอน การสั่งยาลดความเจ็บปวดโดยแพทย์ก็ทำได้อย่างจำกัดด้วยหลายสาเหตุ
อุปสรรคสำคัญของการดูแลแบบ ประคับประคอง คือ ทัศนคติด้านลบ เกี่ยวกับการดูแลแบบประคับประคอง ซึ่งถูกมองว่าเป็นการุณยฆาตหรือการทำให้ตายโดยเจตนา โดยทัศนคติถูกสร้างขึ้นบนฐานของการปฏิเสธความตาย หรือความกลัวผิดพลาด ถ้าประชาชนได้รับความเข้าใจที่ถูกต้องความกลัวก็จะลดลง การเข้าสู่ระบบการดูแลแบบประคับประคองนั้นมีขั้นตอนการตรวจสอบอย่างเป็นระบบว่า ผู้ป่วยรายนั้นๆ ไม่สามารถรักษาให้หายได้ก่อนที่จะได้รับคำปรึกษาให้เลือกรับการดูแลแบบประคับประคอง การเลือกมิใช่การบังคับ เมื่อผู้ป่วยเลือกก็เท่ากับว่าผู้ป่วยไม่ปฏิเสธความตาย การตายก็ เช่นเดียวกับการเกิด คือ ต้องเตรียม ความพร้อม ในยามจะเกิดเรามีมารดาเป็นผู้เตรียมความพร้อมให้ แต่ในยามจะไปเราทุกคนควรมีสิทธิที่จะเตรียมความพร้อม ของตนเอง การเข้าระบบดูแลแบบประคับประคองเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับคนที่ไม่สามารถรักษาให้หายจากอาการ เจ็บป่วยได้แล้ว

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน มาตรา 12, ระบบประกันสุขภาพ, ระบบสุขภาพ และติดป้ายกำกับ , , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร