เดินหน้าสร้างความเข้าใจ’ร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต ฉบับภาคประชาชน’

ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
แม้สังคมไทยจะเปิดกว้างกับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ แต่การเปิดกว้างนั้นก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข และเท่าเทียมกับคนทั่วไป เมื่อเร็วๆ นี้มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ คณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงและพัฒนากฎหมายด้านความเสมอภาคระหว่างเพศในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีเสวนา “ร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต ฉบับภาคประชาชน ถึงไหน อย่างไร จะผ่านหรือไม่?” เพื่อรายงานความก้าวหน้าในการจัดทำร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต ฉบับภาคประชาชนต่อสาธารณชนและนักกิจกรรมด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศ สร้างความรู้ความเข้าใจในการผลักดันร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต ฉบับภาคประชาชนในขั้นตอนต่อไป
พงศ์ธร จันทร์เลื่อน รองประธานมูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ กล่าวว่า ชุมชนจะเข้มแข็งได้ต้องเกิดจากการที่ประชาชนในชุมชนลุกขึ้นมาขับเคลื่อนด้วยตนเอง คณะทำงานขับเคลื่อนด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศ ตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิพื้นฐานและความเท่าเทียมกันในสังคม ซึ่งถือเป็นสิทธิของมนุษยชน ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการรับรอง
“การออกมาขับเคลื่อนไม่ได้เป็นการเรียกร้อง แต่เป็นการกระตุ้นให้สังคมตระหนัก และเข้าใจ ซึ่งการจัดทำ “พ.ร.บ.คู่ชีวิต” เป็นหนึ่งในบทพิสูจน์ในการขับเคลื่อนทางสังคมว่า สิทธิของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศจะเท่าเทียมกับพลเมืองหญิงชายทั่วไปเช่นกัน” พงศ์ธรกล่าว
สำหรับร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต ฉบับภาคประชาชนนั้น รองประธานมูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศระบุได้จัดทำเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องจากอยู่ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง คณะทำงานฯ จึงประชุมหารือขั้นตอนดำเนินการยกร่างกฎหมายคู่ชีวิต ฉบับประชาชน มีข้อสรุปว่า จะยังคงไม่มีการเสนอกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติ แต่จะยังทำงานกับภาคประชาชนต่อไป เพื่อเผยแพร่ สร้างความรู้ความเข้าใจต่อสังคมว่าทำไมถึงจะต้องมีร่าง พ.ร.บ.นี้ พร้อมๆ กับการให้ผู้เชี่ยวชาญมาแสดงความเห็นต่อมาตราต่างๆ ในการนำไปใช้จริงต่อไป
ด้าน ฉันทลักษณ์ รักษาอยู่ ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ อธิบายเพิ่มเติมว่า ร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต มี 2 ฉบับ คือ ฉบับของกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรจัดทำร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิฯ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งขอเรียกว่า ฉบับกรมคุ้มครองสิทธิฯ และฉบับภาคประชาชน ซึ่งองค์กรที่ทำงานประเด็นสิทธิความหลากหลายทางเพศร่วมจัดทำขึ้นมา โดยมีมูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศเป็นองค์กรในการประสานงาน
ส่วนสาเหตุที่ต้องมีร่างภาคประชาชนขึ้นมานั้น ฉันทลักษณ์กล่าว เป็นเพราะร่างของกรมคุ้มครองสิทธิฯ ยังไม่ครอบคลุมคนที่มีความหลากหลายทางเพศ และบางมาตราก็เลือกปฎิบัติมากกว่าจะคุ้มครองเพื่อความเท่าเทียม เช่น พ.ร.บ.ฉบับกรมคุ้มครองสิทธิฯ กำหนดให้จดทะเบียนได้เฉพาะคนเพศเดียวกัน ขณะที่คนข้ามเพศที่ไม่ได้นิยามว่าตัวเองเป็นคนรักเพศเดียวกันก็จะไม่สามารถจดทะเบียนได้ หรือฉบับกรมคุ้มครองสิทธิฯ กำหนดให้จดทะเบียนได้เมื่ออายุ 20 ปี ทั้งที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 สามารถจดทะเบียนได้เมื่ออายุ 17 ปี โดยมีผู้ปกครองให้การยินยอม เป็นต้น
“นอกเหนือจากต้องเร่งผลักดันทางด้านกฎหมายให้ครอบคลุมสิทธิของทุกคนแล้ว การสร้างพื้นฐานความเข้าใจต่อสังคมและบุคคลทั่วไปก็เป็นอีกหนึ่งงานเร่งด่วนที่ต้องผลักดัน ทั้งการลงพื้นที่และการจัดเวทีเสวนาต่างจังหวัด เดินหน้าสร้างความเข้าใจต่อสังคมไทย ที่ยังมองว่ากลุ่มหลากหลายทางเพศคือผู้ผิดปกติที่ไม่สามารถสร้างครอบครัวได้ ทั้งหมดจึงต้องใช้เวลาพิจารณาร่างกฎหมายอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดการบังคับใช้จริงในอนาคต” ฉันทลักษณ์กล่าว
ร่าง “พ.ร.บ.คู่ชีวิต” ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ความเข้าใจให้สังคม และเหล่าคนรักเพศเดียวได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียม ปราศจากกฎหมายที่มีความเหลื่อมล้ำหรือกฎหมายที่เลือกปฏิบัติ.
การออกมาขับเคลื่อนไม่ได้เป็นการเรียกร้อง แต่เป็นการกระตุ้นให้สังคมตระหนัก และเข้าใจ ซึ่งการจัดทำ “พ.ร.บ.คู่ชีวิต” เป็นหนึ่งในบทพิสูจน์ในการขับเคลื่อนทางสังคมว่า สิทธิของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศจะเท่าเทียมกับพลเมืองหญิงชายทั่วไปเช่นกัน

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน งานส่งเสริมสิทธิ และติดป้ายกำกับ , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร