คอลัมน์ สะเก็ดไฟ: เปิดแนวรบ กม.คุมยาสูบฯต่างชาติชักใย “ตระกูล ส.”

UntitledASTVผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
เสือกระดาษ
ยังคงเป็นปัญหาคาราคาซัง สำหรับข้อพิพาทเรื่อง ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ที่กระทรวงสาธารณสุข หมายมั่นปั้นมือให้เป็นผลงานชิ้นโบแดงที่จะใช้เป็น “ยาแรง” เข้าควบคุมอุตสาหกรรมยาสูบแบบเบ็ดเสร็จ
ขณะที่ฝ่ายคัดค้านตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ของอุตสาหกรรมยาสูบ ทั้งชาวไร่ยาสูบ กลุ่มร้านค้าปลีก ร้านโชวห่วยที่ขายบุหรี่ โรงงานยาสูบ และผู้นำเข้า ได้รวมตัวกันในนาม “ภาคียาสูบ” ก็ออกมาตั้งท่าต่อต้านเต็มกำลังเช่นกัน โดยจำกัดความร่างกฎหมายฉบับนี้ว่า “สุดโต่ง” และมีผล กระทบกระเทือนกับอุตสาหกรรมยาสูบอย่างร้ายแรง
มีเสียงสะท้อนถึงหลายๆ มาตราของร่างกฎหมายที่เข้ามาควบคุมการทำมาค้าขายอย่างมาก เช่น ห้ามไม่ให้ขายแบ่งมวน ห้ามตั้งวางผลิตภัณฑ์ในร้าน บังคับซองแบบเรียบ ห้ามทำโครงการเพื่อสังคม หรือ ซีเอสอาร์ เป็นต้น
“ภาคียาสูบ” มองว่ามาตรการต่างๆ เหล่านี้ “มากเกินไป” และเกาไม่ถูกที่คัน ไม่สามารถลดการบริโภคยาสูบ หรือป้องกันไม่ให้เด็ก และเยาวชนเข้าถึงยาสูบได้จริง เพราะหากภาครัฐเอาจริงเอาจังต่อการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ ก็น่าจะเพียงพอแล้ว
การตรากฎหมายที่มีมาตรการสุดโต่งล้านแปด ก็แค่ทำให้การทำธุรกิจยากลำบากขึ้นเท่านั้น
แม้จะมีความพยายามเชิญชวนให้ “ภาคียาสูบ” เข้าร่วมหารือทำความเข้าใจ โดยกระทรวงสาธารณสุข เป็นเจ้าภาพเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อหวังลดดีกรีการต่อต้านให้เบาลง แต่ท้ายที่สุดตัวแทน “ภาคียาสูบ” ก็ “วอล์กเอาต์” ออกจากห้องประชุม เพราะเห็นว่า ฝ่ายรัฐบาลไม่มีความจริงใจในการพูดคุย และไม่รับฟังคำขอที่ขอให้ถอนร่างกฎหมายที่เป็นปัญหาออกจากการพิจารณาก่อน จึงมาหารือพูดคุยถกประเด็นที่เห็นต่างกันอยู่
สาเหตุที่ทำให้วงประชุมในวันนั้นจบไม่สวย ก็เพราะมี “เอ็นจีโอสุขภาพ”เข้าไปชักใยอยู่เบื้องหลัง และเป็นที่มาของมาตรการ”สุดโต่ง” ที่หลั่งไหลพรั่งพรูออกมา
ตั้งธงไว้ด้วยว่า อย่างไรเสียต้องผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบให้สำเร็จ โดยไม่รับฟังเสียงต่อต้านคัดค้านใดๆ
“ภาคียาสูบ” พุ่งเป้าไปที่บทบาทของ “หมอประกิต วาทีสาธกกิจ” เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ หัวหอกของ “เอ็นจีโอสุขภาพ” ที่ออกมา “ดิสเครดิต” กลุ่มชาวไร่ และร้านค้าปลีก ว่าเป็นตัวแทนบังหน้าของกลุ่มธุรกิจยาสูบ มีกระบวนการสนับสนุนทุนในการต่อต้าน และอ้างว่า จากการศึกษามาตรการต่างๆ ในกฎหมายใหม่ ไม่มีผลกระทบต่อผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมยาสูบ แม้แต่น้อย
รวมทั้งมีการเช็กไปยังสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ว่าเหตุใดจึงตีข่าวกลุ่มธุรกิจยาสูบ จนอาจมองได้ว่า แทรกแซงการทำหน้าที่สื่อมวลชนอีกด้วย
ไม่เท่านั้น “หมอประกิต” ก็ยังสวมหมวกเป็นรองประธานของกลุ่มพันธมิตรเพื่อควบคุมการใช้ยาสูบของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ SEATCA ซึ่งน่าจะเป็นที่มาของการ “ยืมปาก” ต่างชาติมากดดันรัฐบาลไทย ให้เร่งรีบผ่านร่างกฎหมายที่ยังไม่สะเด็ดน้ำนี้ มีทั้งจดหมายจากผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก หรือ “ฮู” (WHO) และจดหมายเลขาธิการภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมการบริโภคยาสูบ(FCTC)
โดยอ้างว่า การผ่านกฎหมายฉบับนี้ จะเป็นการทำให้มาตรการควบคุมยาสูบของประเทศไทยเป็นไปตามพันธกรณีของ FCTC
ก่อนหน้านี้ “ภาคียาสูบ” ได้ออกสมุดปกขาว ที่ได้ตั้งข้อสังเกตเชิงลึกถึงประเด็นนี้ให้แก่คณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ความตอนหนึ่งระบุถึง บทบาทของ FCTC ว่า เป็นเวทีที่ผูกขาดโดยเอ็นจีโอ และบุคคลผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงการควบคุมยาสูบ ที่สำคัญมีเงินทุนมหาศาลด้วย
สอดคล้องกับข้อมูลที่เผยแพร่ทั้งในเว็บไซต์ของสื่อระดับโลก อย่าง “บลูมเบิร์ก” ที่ได้ระบุถึงขบวนการผลักดันนโยบายด้านการควบคุมยาสูบในประเทศต่างๆว่า ใช้ “ล็อบบี้ยิสต์ด้านสุขภาพ” ที่ส่วนใหญ่มีฉากหน้าเป็น นักรณรงค์-เอ็นจีโอ มาเป็นตัวจักรขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้ในภาครัฐในประเทศต่างๆ ซึ่งในประเทศไทย “เครือข่ายเอ็นจีโอสุขภาพ” ก็อยู่ในหน่วยงานภายใต้ร่ม “ตระกูล ส.” ที่มีสายสัมพันธ์โยงใยกับแหล่งเงินทุน จากเครือข่ายสุขภาพต่างชาติ โดยนับตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และ SEATCA ได้ เงินทุนสนับสนุนมาแล้วไม่ต่ำกว่า 110 ล้านบาท จากกลุ่มองค์กร ต่างประเทศ
น่าจับตาว่า การตะบี้ตะบันผลักดันกฎหมายที่มีแรงต่อต้านอย่างหนัก เป็น “วาระ”เพื่อสุขภาพของคนไทย หรือเป็น “วาระ” ของเครือข่ายต่างชาติกันแน่

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน บุหรี่/ยาสูบ/เหล้า, ระบบสุขภาพ และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร