ทบทวน…ธรรมนูญระบบสุขภาพ ชง ครม.ไฟเขียว 3 หมวด

Untitledบ้านเมือง ฉบับวันที่ 09 มีนาคม พ.ศ. 2558
ในการประชุม “คณะกรรมการทบทวนธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่มี น.พ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา เป็นประธานฯ เป็นการประชุมเพื่อใช้เป็นกรอบและแนวทางกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์และการดำเนินงานด้านสุขภาพของประเทศ ที่ถูกระบุต้องมีการทบทวนธรรมนูญฯ ทุก 5 ปี หลังเริ่มใช้ธรรมนูญระบบสุขภาพ เมื่อปี พ.ศ.2552 ในการประชุมครั้งนี้ เป็นการพิจารณาใน 3 หมวด คือ หมวดที่ 1 ว่าด้วยปรัชญาและแนวคิดหลักของระบบสุขภาพ ซึ่งเห็นควรให้กำหนดสุขภาพเป็นทั้งสิทธิ์และเป็นหน้าที่ของประชาชน ที่ต้องระวังเรื่องการกำหนดโทษที่เกี่ยวกับการเสียชีวิตโดยบกพร่องในการดูแลสุขภาพและผู้ที่อยู่ในความรับผิดชอบ ซึ่งมีปัจจัยที่ละเอียดอ่อนยากต่อการวินิจฉัย ส่วนประเด็นการเกี่ยวโยงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับสาระสำคัญของธรรมนูญฯ นั้นให้คงไว้ เพราะปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นรากฐานของการดำรงชีวิตของทุกชีวิต ถือเป็นรากฐานการดูแลสุขภาพกายใจเช่นกัน
ส่วนหมวดที่ 2 ว่าด้วยคุณลักษณะที่พึงประสงค์และเป้าหมายของระบบสุขภาพ นั้น ต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักคุณธรรม จริยธรรม มนุษยธรรมตามหลักธรรมาภิบาล สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของแต่ละชุมชน และหนุนเสริมกระบวนการตามระบบสุขภาพโดยรวม และหมวดที่ 3 ว่าด้วยการจัดให้มีหลักประกันและความคุ้มครองให้เกิดสุขภาพ ที่ต้องครอบคลุมประชาชนทุกคนบนแผ่นดินไทย และทุกปัจจัยที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งส่วนบุคคลและสาธารณะ เพื่อก่อให้เกิดความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการอย่างยุติธรรม
ทั้งนี้การประชุมเพื่อหาข้อสรุปและแนวทางการเขียนธรรมนูญฯ ฉบับทบทวน ก่อนนำเข้าสู่คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) เพื่อนำเสนอ ครม. ในประมาณเดือนตุลาคม 2558
น.พ.ณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า การประชุมที่ผ่านมา คณะกรรมการทบทวนธรรมนูญฯ เน้นหลักการสร้างการรับรู้และเรียนรู้ของสังคม การสร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อกำหนดกรอบเนื้อหาของธรรมนูญฯ ร่วมกัน ซึ่งจะยังผลให้เกิดการใช้ร่วมกันจากผู้ร่วมก่อการจากหลายภาคส่วน เพื่อให้เกิดการนำธรรมนูญไปใช้ในวงกว้างยิ่งขึ้น โดยผ่านกระบวนการรวบรวมความคิดในรูปแบบต่างๆ อาทิ กระบวนการประชาเสวนาหาทางออก (Public Deliberation) กระบวนการลูกขุนพลเมือง (Citizen Jury) กระบวนการรับฟังความเห็นด้วยวิธีการที่เหมาะสมโดยคณะนักวิชาการรายกลุ่มประเด็น
“ผลสรุปของกระบวนการประชาเสวนาหาทางออก ในประเด็น “ภาพอนาคตของระบบสุขภาพไทย” ซึ่งสำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการเพื่อเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นในระดับภาคที่ผ่านมา มีสาระสำคัญโดยสรุป คือ ระบบสุขภาพแบบใดที่ต้องการให้มีขึ้นในประเทศ เพราะเหตุผลใด ใครที่ต้องมาดำเนินการร่วม แนวทางการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมาย โดยมีผู้แทนจากภาคต่างๆ ทั่วประเทศ และผู้แทนจากกลุ่มประชากรเฉพาะ อาทิ กลุ่มผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์/คนไร้รัฐ และกลุ่มผู้แทนศาสนา ซึ่งได้ผลสรุปว่า ระบบสุขภาพที่ต้องการให้เกิดขึ้นมี 6 ประเด็น ได้แก่ การบริการสาธารณสุขและคุณภาพการบริการ การเกษตรและอาหาร การแพทย์แผนไทยและสมุนไพร กองทุนต่างๆ กฎหมายและพระราชบัญญัติ คนไทยสุขภาพกายใจดี”
ส่วนผลสรุปของกระบวนการลูกขุนพลเมือง ซึ่งเป็นกระบวนการรับฟังความเห็นรูปแบบใหม่ ที่ใช้เพื่อหาข้อสรุปได้ดีในประเด็นที่มีความขัดแย้งกันหรือเห็นต่างกัน ทั้งนี้ได้ยกประเด็นที่มีความเห็นต่างกัน 2 ประเด็นขึ้นมาพิจารณา คือ ประเด็นการจัดระบบการดูแลระยะยาวในผู้สูงอายุ เนื่องจากสังคมไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแล้วในขณะนี้ต้องหาแนวนโยบายเพื่อรองรับผลกระทบดังกล่าวด้านสุขภาพ และประเด็นการบริการสุขภาพ ซึ่งมีข้อคิดเห็นต่างกันในหลายประเด็น โดยประสานสำนักวิจัยและพัฒนาสถาบันพระปกเกล้าทำการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Operational research) ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ได้ชุดความรู้ของการจัดกระบวนการลูกขุนพลเมือง และวิเคราะห์
ความเหมาะสมการนำกระบวนการนี้มาใช้ในการระดมความคิดเห็นต่อนโยบายสาธารณะในประเทศไทยต่อไป
“กระบวนการลูกขุนพลเมืองในประเด็นสถานการณ์ผู้สูงอายุในประเทศไทย มีความจำเป็นต้องมีระบบดูแลสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาวในสังคมไทย โดยแบ่งเป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ รูปแบบการดูแลในครอบครัว คือ การที่คนในครอบครัว เครือญาติ หรือเพื่อนบ้านดูแลกันเอง ซึ่งในปัจจุบันการดูแลในรูปแบบนี้มีน้อยลง โดยเฉพาะในเขตเมือง เพราะภาระการดำรงชีพในเขตเมืองสูงและทัศนคติด้านวัตถุนิยมที่มากเกินไป แต่มีข้อเด่นคือสามารถเข้าสู่การบริการได้ดีกว่าเขตชนบท ขณะที่เขตชนบทแม้ว่าจะมีเศรษฐกิจครัวเรือนไม่ดีนัก แต่การดูแลโดยครอบครัวและเครือญาติสูงกว่าเขตเมือง รวมถึงเพื่อนบ้านยังสามารถให้ความช่วยเหลือและพึ่งพาได้ นอกจากนี้ยังพบว่าหลายครัวเรือนยังขาดอุปกรณ์ในการดูแลผู้สูงอายุ และหลายครัวเรือนเลือกวิธีจ้างผู้ดูแลมาประจำที่บ้าน”
ขณะที่รูปแบบการดูแลในชุมชน มีทั้งการแจกของให้ผู้สูงอายุ การจัดสรรพื้นที่เพื่อผู้สูงอายุของชุมชน ซึ่งรูปแบบที่ได้รับความสำเร็จแล้ว คือ ชุมชนลำสนธิ จ.ลพบุรี และกุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ที่ใช้แนวคิดให้ชุมชนและครอบครัวเป็นฐาน เน้นให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐาน 4 เรื่อง คือ การดูแลทางการแพทย์ การฟื้นฟูร่างกาย การดูแลทางจิตใจ และการดูแลผู้ดูแล โดยได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น ชุมชน โรงพยาบาล และองค์กรเอกชน มีการส่งเจ้าหน้าที่ไปเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุเป็นระยะๆ การส่งผู้ดูแลไปดูแลที่บ้านเป็นบางวัน การช่วยปรับปรุงบ้านให้ผู้สูงอายุ และการประดิษฐ์อุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ เป็นต้น
ส่วนรูปแบบสุดท้าย การดูแลในสถานบริการ ประเทศไทยมีสถานบริการผู้สูงอายุหลายรูปแบบทั้งภาครัฐและเอกชนแต่ยังไม่ทั่วถึง ซึ่งต่อไปเมื่อเปิดประชาคมอาเซียนมีแนวโน้มว่านานาประเทศจะใช้ประเทศไทยเป็นบ้านหลังที่ 2 ของการดูแลผู้สูงอายุ แนวโน้มผู้สูงอายุไทยอาจถูกทอดทิ้งมากขึ้น
นอกจากนี้คณะลูกขุนยังเสนอให้มีหน่วยงานระดับกรมหรือกระทรวงรับผิดชอบโดยตรง กำหนดบทบาทที่ชัดเจนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน มีการเชื่อมประสานภายในจังหวัดโดยการบูรณาการร่วม กำหนดให้มีกลไกทางการเงิน กองทุนและการจัดสรรงบประมาณ ให้มีการพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ ทั้งคุณภาพ ปริมาณและค่าตอบแทนบุคลากร ให้จัดทำฐานข้อมูลผู้สูงอายุที่สมบูรณ์ ระบบการดูแลผู้สูงอายุจะครอบคลุมผู้สูงอายุทุกประเภท การบริการสาธารณสุข ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันควบคุมโรคและรักษาสุขภาพกายใจ การจัดตั้งกองทุนและการจัดสรรเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ศาสนา วัฒนธรรม และในการร่วมกิจกรรมสันทนาการ การจัดการสิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้สูงอายุ พัฒนาระบบออมเพื่อผู้สูงอายุเพื่อความยั่งยืนต่อไป

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ธรรมนูญสุขภาพ และติดป้ายกำกับ , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร