สบส.ชงร่างพรบ.’คุ้มครองผู้ป่วย’แพทยสภาต้านชี้สิ้นเปลืองงบฯ

มติชน ฉบับวันที่ 09 มีนาคม พ.ศ. 2558
สบส.ชงร่าง พ.ร.บ.กองทุนคุ้มครองผู้ป่วย-แพทย์ ผู้ได้รับผลกระทบการรักษา
เมื่อวันที่ 8 มีนาคม นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาปัญหาการฟ้องร้องระหว่างแพทย์และผู้ป่วยมีจำนวนมาก ส่วนหนึ่งมาจากความไม่เข้าใจกันในเรื่องผลกระทบจากการบริการสาธารณสุข เป็นปัญหาที่คาราคาซังมาตลอด ก่อนหน้านี้ภาคประชาชนพยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข เพื่อคาดหวังว่าจะเป็น กองทุนช่วยเหลือผู้ป่วยทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) สิทธิประกันสังคม และสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ แต่ก็ยังมีกระแสเห็นต่างอยู่ตลอด เนื่องจากมองว่าอาจไม่มีการเอาผิดแพทย์ ทั้งที่ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดจากการรักษา
“ล่าสุดเพื่อประโยชน์ทุกฝ่าย คณะทำงานร่างกฎหมายของ สบส.ได้จัดทำร่างกฎหมายดังกล่าวขึ้น แต่เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า ร่าง พ.ร.บ.กองทุนคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการบริการสาธารณสุข เพื่อให้ชัดเจนว่าจะเป็นกองทุนช่วยเหลือทั้งบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยกรณีได้รับผลกระทบจากการบริการสาธารณสุข โดยจะไม่มีการพิสูจน์ว่าใครถูกใครผิด เน้นการช่วยเหลืออย่างเหมาะสม ที่ผ่านมาได้ผ่านการประชาพิจารณ์มาแต่ละภาค ทั้งการสอบถามในส่วนบุคลากรสาธารณสุข ประชาคมสาธารณสุข ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ได้เชิญตัวแทนเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์และตัวแทนภาคประชาชนมาหารือ เห็นด้วยกับตัวกฎหมายนี้ และในสัปดาห์หน้าจะเชิญตัวแทนสภาวิชาชีพต่างๆ มาเสนอความคิดเห็น ก่อนจะประมวลและเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.)” นพ.ธเรศกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางแพทยสภาคัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าว โดยให้ปรับแก้กฎหมายมาตรา 41 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ในเรื่องการช่วยเหลือผู้ป่วยแทน นพ.ธเรศกล่าวว่า ในสัปดาห์หน้าจะเชิญสภาวิชาชีพต่างๆ เข้าหารือ อย่างไรก็ตาม มาตรา 41 เป็นการช่วยเหลือผู้ป่วยสิทธิบัตรทองเท่านั้น แต่กองทุนนี้จะครอบคลุมประชาชนทุกสิทธิสุขภาพภาครัฐ จริงๆ แล้ววัตถุประสงค์ไม่แตกต่าง เพราะมาตรา 41 ก็เพื่อช่วยเหลือ ผู้ป่วยเฉพาะสิทธิบัตรทอง
นพ.ธเรศกล่าวถึงกรณีสำนักงานประกันสังคม (สปส.) อยู่ระหว่างผลักดันกฎหมายช่วยเหลือผู้ประกันตน คล้ายๆ กับมาตรา 41 ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ หากมีกองทุนดังกล่าวขึ้นจะส่งผลหรือไม่ว่า คณะทำงานร่าง พ.ร.บ.กองทุนคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบ มีตัวแทนจาก สปส.เข้าร่วม เมื่อมีเจตนารมณ์ช่วยเหลือผู้ป่วยเหมือนกัน หากมีกองทุนดังกล่าวขึ้นก็จะยิ่งช่วยเหลือได้ครอบคลุม ที่สำคัญ สปส.ผลักดันกฎหมายลักษณะดังกล่าวมานาน แต่ประจวบเหมาะมีการขับเคลื่อนในรัฐบาลชุดนี้ ขั้นตอนใน พ.ร.บ.กองทุนคุ้มครองฯ หากประกาศใช้จริงจะต้องโอนเงินช่วยเหลือกรณีมาตรา 41 และขอให้แต่ละกองทุนสุขภาพภาครัฐจัดสรรให้สัดส่วนไม่เกิน 1% อัตราการจ่ายเงินจะเป็นไปตามกฎหมายแพ่งตามหลักเกณฑ์การจ่ายเงินค่าสินไหม ประเด็นสำคัญของร่างกฎหมายนี้คือ ระบุชัดว่าผู้ได้รับผลกระทบมีสิทธิรับเงินช่วยเหลือโดยไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิดใดๆ จะช่วยลดปัญหาการฟ้องร้องระหว่างแพทย์และผู้ป่วยได้
ศ.คลินิก นพ.อำนาจ กุสลานันท์ อุปนายกแพทยสภา กล่าวว่า ขอยืนยันว่าไม่เห็นด้วย หากจะตั้งกองทุนดังกล่าว เนื่องจากไม่มีความจำเป็น เพราะปัจจุบันมีมาตรา 41 ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ สามารถแก้กฎหมายขยายให้ครอบคลุมสามกองทุนสุขภาพภาครัฐได้ รวมทั้งขยายวงเงินจากปัจจุบัน 4 แสนบาท สามารถขยายให้ได้ถึง 2 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม วงเงินก็ไม่มากเท่ากับการมีกองทุน เพราะการตั้งกองทุนมาช่วยเหลือทุกสิทธิเช่นนี้ เป็นการสิ้นเปลืองงบ เพราะขั้นต่ำต้องใช้งบไม่ต่ำกว่าพันล้านบาท ไม่แตกต่างจากกองทุนต่างๆ ปัจจุบันมีอยู่ อย่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ใช้งบกว่าสามพันล้านบาท ขณะที่รัฐก็ยากจนอยู่แล้ว ในวันที่ 9 มีนาคม แพทยสภาจะแถลงข่าวจุดยืนในการคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เนื่องจากไม่มีความจำเป็น และเราก็มีกฎหมายมาตรา 41 อยู่แล้ว ขณะที่ สปส.ก็มีความพยายามในการช่วยเหลือผู้ประกันตนกรณีรับผลกระทบ แบบนี้จะยิ่งซ้ำซ้อนหรือไม่
นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ กล่าวว่า หวังว่ารัฐบาลชุดนี้จะเห็นความสำคัญของ พ.ร.บ.ดังกล่าว เนื่องจากจะครอบคลุมประชาชนทุกคนทุกสิทธิสุขภาพ และเป็นกฎหมายที่ยังช่วยเหลือกรณีบุคลากรทางการแพทย์ได้รับผล กระทบด้วย ไม่เคยมีมาก่อน ที่สำคัญไม่มีการพิสูจน์ถูกผิดว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นมาจากการรักษาหรือไม่ จึงไม่เข้าใจว่าแพทย์บางกลุ่มออกมาคัดค้านเพราะเหตุผลใดกันแน่ ร่างกฎหมายดังกล่าวทางภาคประชาชนขับเคลื่อนมากว่า 13 ปี แต่ไม่สำเร็จ มีแพทย์บางกลุ่มออกมาคัดค้านเดินขบวนไม่จบสิ้น มาถึงครั้งนี้มีการปรับปรุงร่างกฎหมายใหม่ อยากให้ร่วมกันเปิดใจเพื่อประโยชน์ทุกฝ่าย
แหล่งข่าวแวดวงสาธารณสุขให้ข้อมูลว่า นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีนโยบายในการผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าวเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย และบุคลากรทางการแพทย์ โดยต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นจริงภายในรัฐบาลนี้ มีแนวโน้มว่าจะเสนอต่อ ครม.ในการพิจารณาไม่เกินเดือนเมษายน 2558 เพื่อให้เป็นอีกผลงานที่เห็นผลต่อประชาชนอย่างแท้จริง

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน พรบ.คุ้มครองฯ และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร