คอลัมน์ สุข สาธารณะ: ลูกขุนพลเมือง

Untitledเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2558
การจัดทำอนาคตของระบบสุขภาพ คือการกำหนดทิศทางของ นโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ ของประเทศไทย ที่สะท้อนว่า เราจะเดินไปทางไหนร่วมกัน.?
ภายใต้กระบวนการทบทวน ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2552 ในขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อภาพอนาคตในอีก ๑๐ ปีข้างหน้าอย่างหลากหลาย เพื่อ “ยกร่าง” เนื้อหาของธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพฉบับใหม่ ให้แล้วเสร็จภายในปี 2558
หนึ่งในเครื่องมือที่ สช. เลือกนำมาใช้ คือกระบวนการที่เรียกว่า “ลูกขุนพลเมือง” (Citizen Jury) ครับ
อาจฟังเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับสังคมไทย แต่ในต่างประเทศ รูปแบบนี้ใช้มานานพอสมควรแล้ว โดยเฉพาะกรณีที่มีข้อพิพาทหรือตัดสินนโยบายสำคัญๆ เช่นที่ อังกฤษ บราซิล ออสเตรเลีย หรือสหรัฐอเมริกา
ผู้ที่ได้รับคัดเลือกเป็นคณะลูกขุนซึ่งเป็นประชาชนทั่วไป ก็จะภาคภูมิใจว่ากำลังปฏิบัติหน้าที่สำคัญอยู่ครับ
ผมเชื่อว่าในระบบสุขภาพ มีประเด็น หรือทิศทางของนโยบายสำคัญที่หลายฝ่ายยังมองภาพอนาคตที่แตกต่างกัน ทำให้กรอบหรือแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหา มีคำตอบ ที่เหลื่อมล้ำกันอยู่มาก
สช.จึงสุ่มเลือกคณะลูกขุนพลเมืองชุดแรกจำนวน 12 คน ผ่านระบบการ สุ่มตัวอย่างประชาชนจากพื้นที่ทั่วประเทศ โดย “มาสเตอร์ โพล” มาเป็นตัวแทนประชาชน คนกลางๆ ในการพิจารณาครับ
ประเด็นที่ลูกขุนพลเมืองชุดแรกได้รับโจทย์ คือนโยบายสาธารณะเรื่อง “การจัดระบบการดูแลระยะยาวในผู้สูงอายุ” ด้วยประเทศไทยขณะนี้กำลังเข้าสู่สังคมชราภาพ มีคนวัยทำงานน้อยลง แต่ตัวเลขผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเกิน 10% คำถามคือเราจะมีแนวทางรับมือภาพอนาคตนี้อย่างไร
เมื่อสถานการณ์ที่พบคือ ลูกหลาน มีภาระเลี้ยงดูพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายวัยไม้ใกล้ฝั่ง แถมยังเผชิญโรคต่างๆ รุมเร้า จนกลายเป็น ผู้ป่วยติดเตียง ต้องการดูแลเอาใจใส่อย่างมากมาย เป็นทุกขภาวะ ทั้งตัวผู้สูงอายุ ครอบครัว ญาติและ ผู้ดูแล ขณะที่ระบบบริการสุขภาพบ้านเรา ขาดบุคลากรและสถานที่รองรับผู้ป่วย วัยชราภาพอย่างเพียงพอ
4 วัน หลังจากที่คณะลูกขุนพลเมือง ได้ร่วมรับฟังและซักถามข้อมูล ประสบการณ์จริงจากผู้รู้ของระบบการดูแลผู้สูงอายุ รูปแบบต่างๆ หรือ “พยาน” และคณะลูกขุนได้หารือกันอย่างรอบด้าน จึงมีข้อเสนอแนะว่า ถึงเวลาที่ควรวางแผนระยะยาวในระดับชาติ ให้ครอบคลุมผู้สูงอายุทุกประเภท โดยเป้าหมาย สูงสุดของการดูแล คือ คุณภาพชีวิต ของทั้งผู้สูงอายุ ครอบครัวหรือญาติที่ รับผิดชอบการดูแล ระบบการออมเพื่อ ผู้สูงอายุในรูปแบบต่างๆจึงจำเป็น มีข้อเสนอ ว่ารัฐควรกำหนดอายุของประชากรไทย ไว้เลยว่า เมื่อถึงเกณฑ์อายุที่กำหนด จะต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน ขณะที่ระบบสุขภาพต้องดูแลทั้งการบริการสาธารณสุข ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันควบคุมโรค รักษาสุขภาพกายและจิต
“ครอบครัวยังคงเป็นสถาบันหลัก ของการดูแลผู้สูงอายุในสังคมไทย แต่ควรมีการส่งเสริมการดูแลโดยชุมชนด้วย ในขณะที่สถานบริการดูแลผู้สูงอายุก็ยังคงมีความจำเป็นสำหรับผู้สูงอายุที่ไม่มีผู้ดูแล โดยการดูแลอาจใช้รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หรือบางกรณีอาจใช้มากกว่าหนึ่งรูปแบบ ขึ้นอยู่กับบริบทของพื้นที่และความต้องการของครอบครัว”
นพ. ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา ประธานคณะกรรมการทบทวนธรรมนูญว่าด้วย ระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2558 บอกว่า คณะลูกขุนพลเมืองทั้ง 12 คน สามารถเสนอทิศทางในการดูแลผู้ป่วยสูงอายุ ได้อย่างดี เป็นความเห็นของประชาชนที่สะท้อนออกมาหลังจากได้รับฟัง และกลั่นกรอง ข้อมูลโดยปราศจากอคติ
ข้อเสนอแนะของลูกขุนพลเมืองนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนและเติมเต็มเนื้อหา ในธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติฉบับปี 2558 ที่ สช. กำลังเดินหน้าเต็มที่ ก่อนเสนอต่อคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี ภายในเดือนตุลาคมนี้ครับ
ส่วนประเด็นนโยบายสาธารณะอื่นๆ ที่จะบรรจุอยู่ในธรรมนูญฉบับนี้ หากสามารถใช้กระบวนการลูกขุนพลเมืองได้
ก็ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเช่นเดียวกันครับ!!

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ธรรมนูญสุขภาพ และติดป้ายกำกับ , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร