บทความพิเศษ: ปมย้าย ‘หมอณรงค์’ ทางออกรัฐบาล

Untitled

มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 20 – 26 มีนาคม พ.ศ. 2558
วารุณี สิทธิรังสรรค์
Warunee11@yahoo.com

ภายหลัง “นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์” ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ถูกคำสั่งจาก “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ให้ย้ายไปปฏิบัติงานสำนักนายกรัฐมนตรี และรอผลการสอบสวนจากคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง นพ.ณรงค์ ในเรื่องไม่สนองตอบนโยบายรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการ สธ. ซึ่งตั้งโดย ศ.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี
มีกรรมการ 3 คน คือ 1.น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานคณะกรรมการ 2.นพ.กำจร ตติยกวี เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เป็นกรรมการ และ 3.นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นเลขานุการ
โดย ศ.ยงยุทธ ให้สัมภาษณ์ชัดเจนว่า คณะกรรมการชุดนี้จะทำหน้าที่ตรวจสอบปัญหาเรื่องการทำงานที่ไม่ลงรอยกัน และเรื่องไม่ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการ สธ. ซึ่งระยะเวลา 30 วันไม่น่าแล้วเสร็จ
จึงไม่แปลกที่สถานการณ์ภายหลังคำสั่งย้าย และตั้งกรรมการสอบสวนจะเกิดผลลัพธ์ตามมาด้วยภาพโรงพยาบาลต่างๆ ทุกระดับ รวมทั้งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) แทบทุกแห่งทั่วประเทศ จะออกโรงป้องปลัด สธ. แต่งกายชุดดำ
และขึ้นป้ายขอธรรมาภิบาลให้กระทรวงสาธารณสุข โดยเรียกร้องให้ผลการตรวจสอบจากคณะกรรมการชุดดังกล่าว ดำเนินการให้แล้วเสร็จใน 30 วัน
ขณะที่ฝั่ง นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการ สธ. พร้อมทั้งทีมที่ปรึกษา กลับอยู่ในที่ตั้ง ใช้ความเงียบสยบความเคลื่อนไหว
แต่ไม่ได้หมายความว่า เรื่องจะยุติ เพราะต้องยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หนักหน่วงและสร้างความบอบช้ำให้กับระบบสาธารณสุขไม่ใช่น้อย
ทางที่ดีที่สุด ต้องใช้ข้อมูลมาเพื่อบรรเทาเบาบาง โดยประเด็นต่างๆ ที่มีการตรวจสอบ นพ.ณรงค์ ควรจะมีการตรวจสอบโดยเร็ว และเปิดเผยต่อสาธารณชน เพราะเรื่องนี้เป็นที่จับจ้องของสังคม
เฉกเช่นกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ตั้งทีมสอบสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ภายหลังมีผู้ร้องเรียน 5 ข้อ เกี่ยวกับการบริหารงานของ สปสช. ซึ่งมี “นพ.รัชตะ รัชตะ นาวิน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.)
โดยประเด็นข้อร้องเรียนหลักๆ คือ 1. มีการจัดสรรเงินกองทุนเพื่อใช้ในด้านต่างๆ และมีกรรมการ สปสช. เป็นประธานอนุกรรมการหรืออนุกรรมการใช้กระบวนการออกระเบียบที่เกี่ยวกับการใช้จ่ายเงิน เพื่อให้สามารถนำเงินกองทุน 30 บาท รักษาทุกโรค ไปใช้โดยไม่เป็นไปตามกฎหมาย เช่นในกรณีให้มูลนิธิ ชมรม หรือบุคคลต่างๆ 2. ได้นำเงินไปใช้ในโครงการต่างๆ ในโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งไม่ใช่หน่วยบริการตามกฎหมาย สปสช.
3. มีข้อสงสัยเรื่องการจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือทางแพทย์ ในลักษณะผูกขาด และอาจมีเรื่องค่าคอมมิสชั่นเข้ามาเกี่ยวข้อง
4. มีลักษณะการกระทำเป็นการตกแต่งบัญชีเพื่อให้เข้าใจว่า สปสช. สามารถบริหารเงินกองทุนที่ได้รับการจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการโอนเงินไปมาหรือไม่
และ 5.การจ่ายเบี้ยประชุมที่สูงจนน่าสงสัย เป็นต้น
โดยทั้งหมด “นพ.วินัย สวัสดิวร” เลขาธิการ สปสช. เคยออกมาชี้แจงบ้างแล้ว ก่อนจะส่งรายงานชี้แจง ป.ป.ท.
เห็นได้ว่าสถานการณ์แตกต่าง มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเช่นกัน แต่ความชัดเจน และข้อมูลแตกต่าง อย่าง สปสช. แม้จะมีผู้ร้องเรียนเข้ามา แต่หากพิจารณาข้อกล่าวหาแล้ว จะพบว่าเรื่องต่างๆ สปสช. มีระเบียบกฎเกณฑ์แย้งได้ทั้งหมด
ขณะที่ประเด็น นพ.ณรงค์ ดูจะเป็นข้อหากว้างๆ ถึงจุดนี้คงต้องรอดูว่า การชี้แจงของ นพ.ณรงค์ จะเป็นเช่นไรในเรื่องการไม่สนองตอบนโยบาย
เรียกว่างัดข้อกันแบบหมัดต่อหมัด แต่ก็เกิดคำถามว่า และเพราะเหตุใดปมขัดแย้งของหมอ-หมอ ถึงดุเดือดขนาดนี้
แน่นอนว่า ปมร้าวซึมลึกมานานกว่า 30 ปี ไม่ใช่เพิ่งเกิดในยุค นพ.ณรงค์
แต่ปัญหาเกิดมาจากหลักการและแนวคิดในการบริหารที่แตกต่างกัน
เริ่มจากกลุ่มก๊วนที่มีแนวคิดในการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศแบบก้าวหน้า เรียกว่ามองการณ์ไกล เพื่อมุ่งหวังก่อเกิดการปฏิรูปมาจนทุกวันนี้
นั่นคือ กลุ่มสามพราน ที่มี “ศ.นพ.ประเวศ วะสี” เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนหลัก และตามมาด้วย “นพ.วิชัย โชควิวัฒน” ” นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์” “นพ.ชูชัย ศุภวงศ์” “นพ.อำพล จินดาวัฒนะ” และ “นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ” กลุ่มดังกล่าวถือเป็นพี่ใหญ่ในการรวมพลของกลุ่มแพทย์ชนบท ทำงานเพื่อสังคมด้านสุขภาพ มีข้อมูลมากมายในการจับตารัฐบาลทุกยุคที่มีการโกงกิน ถูกหยิบยกให้เป็นผู้นำของความเสมอภาค โดยมีการผลักดันหน่วยงานตระกูล ส. ขึ้น เนื่องจากมองว่ากระทรวงสาธารณสุขขณะนั้นมีความอ่อนแอ และมีจุดอ่อนในทางราชการในการทำงานให้ประชาชน
โดยได้มีองค์กรแรก คือ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ขึ้นในปี 2535
จากนั้นมีการศึกษาวิจัยต่างๆ จนเกิดองค์กรใหม่ๆ คือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ขึ้นในปี 2544
และต่อมาสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในปี 2545
ตั้งแต่มี สปสช. เกิดขึ้น ช่วง 1-2 ปีแรก มีการดำเนินการ ซึ่งยังไม่มีข้อเห็นต่างมากนัก นั่นเพราะต้องยอมรับว่าโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นโครงการที่ดีในแง่ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการ
แต่หลังจากนั้นกลับมีเสียงผู้ให้บริการถึงระบบการจัดสรรงบฯ ที่ส่งผลต่อระบบ เนื่องจากเกิดคำถามว่ายึดหลักเกณฑ์เรื่องเงินเพื่อนำการบริการ มากกว่าการยึดหลักเกณฑ์ด้วยหัวใจบริการมาก่อนหรือไม่
จึงกลายเป็นเรื่องของความคิดที่ส่งผลยาวนานมาจนทะลักในยุค นพ.ณรงค์
อย่างไรก็ตาม จริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งเกิด
ในยุคสมัย “นพ.วัลลภ ไทยเหนือ” เป็นปลัด สธ. ขณะนั้นก็มีความขัดแย้งระหว่าง สปสช. เกิดขึ้น โดยมีเรื่องการขึ้นป้าย “30 บาทรักษาทุกโรค” ขณะที่ นพ.วัลลภ กลับมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรมุ่งประชาสัมพันธ์สร้างชื่อเท่านั้น
แต่ความขัดแย้งก็ไม่หนักหน่วงเท่า ที่สำคัญขณะนั้น นพ.วัลลภ เกิดกรณีพิพาทกับ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ สธ. เรื่องคดีคอมพิวเตอร์ สุดท้ายก็มีการสั่งย้าย นพ.วัลลภ ไปสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ นพ.วัลลภ ยื่นใบลาออก
แม้ครั้งนี้จะแตกต่าง แต่ปมหนึ่งที่เหมือนกัน คือข้อเห็นต่างในการบริหารจัดการโครงการ 30 บาทฯ
ดังนั้น เรื่องนี้หากจะแก้ไขต้องอาศัยผู้มีอำนาจในรัฐบาลมาดำเนินการ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ตัดสินใจใช้วิธีย้าย นพ.ณรงค์ โดยมองว่า เพื่อให้ นพ.รัชตะ เดินหน้านโยบายสาธารณสุขได้
หลังจากนี้ต้องติดตามงานของสาธารณสุข ว่าจะสนองตอบนโยบายรัฐบาลอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการเดินหน้านโยบายทีมหมอครอบครัว ในทุกอำเภอ เพื่อให้ทุกครอบครัวในชุมชนต่างๆ มีหมอครอบครัว ซึ่งเป็นทีมสหวิชาชีพต่างๆ ลงพื้นที่ให้การดูแลเน้นการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค
แม้จะเดินหน้าเรื่องนี้มาก่อนต้นปีที่ผ่านมา แต่ต้องยอมรับว่า ในพื้นที่คนที่ทำเรื่องนี้คือ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ซึ่งส่วนใหญ่คอยสนับสนุน นพ.ณรงค์ มาตลอด อาจทำให้ที่ผ่านมาการประเมินผลงานอาจไม่ตรงใจมากนัก
แต่งานนี้ นพ.รัชตะ เดินหน้าสุดท้าย เน้นการดูแลผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียงเป็นหลัก เตรียมเปิดตัวเป็นของขวัญวันผู้สูงอายุเดือนเมษายนนี้
ขณะที่เรื่องการดูแลบุคคลรอพิสูจน์สถานะ รวมไปถึงยุทธศาสตร์ดูแลสุขภาพแรงงานข้ามชาติ บุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิในภาพรวม ทาง “นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์” รัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ. กำลังขับเคลื่อนเรื่องนี้เพื่อให้คลอดออกมาเป็นรูปธรรม
ยังไม่รวมถึงนโยบายพัฒนาการเด็กตั้งแต่ 0-5 ขวบ ที่นายกรัฐมนตรีห่วงในเรื่องเด็กไทยพัฒนาการล่าช้า แม้ที่ผ่านมา ปลัด สธ. จะพูดเสมอว่าเป็นผู้เปิดทาง แต่เมื่อทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป
นับจากนี้คงต้องมองไปข้างหน้าว่า การย้าย นพ.ณรงค์ และการดำรงอยู่ของ นพ.รัชตะ และ นพ.สมศักดิ์ งานต่างๆ จะเดินหน้าและเห็นผลรูปธรรมชัดเจน เฉกเช่นสมัยเปิดโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็*ไม่อาจล้มได้…

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ทั่วไป และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร