คอลัมน์ มองย้อนศร: ความตายของฉันใครกำหนด

โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2558
ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์ เครือข่ายพุทธิกา
http://www.budnet.org
ยิ่งเทคโนโลยีทางการแพทย์พัฒนามากเท่าใด ก็ยิ่งมีข่าวคราวเกี่ยวกับความตายที่เราแทบไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนบ่อยขึ้นเท่านั้น ในบรรดาข่าวเหล่านี้ผู้ที่เป็นเจ้าของชีวิตมักไม่มีโอกาสตัดสินชะตากรรมของตัวเอง แม้ว่าในบางรายแสดงความจำนงเกี่ยวกับความตายไว้ชัดเจนแล้วก็ตาม เพราะการตายของคนคนหนึ่งเกี่ยวข้องกับทั้งความเชื่อ จริยธรรม และกฎหมายที่มักไม่ไปด้วยกันกับความปรารถนาสุดท้ายของเจ้าของชีวิต
ปีที่แล้วที่เทกซัส สหรัฐอเมริกา จู่ๆ มาร์ลิส มูนส ที่ตั้งครรภ์อายุ 18 สัปดาห์ ก็หกล้มและหยุด หายใจชั่วขณะ หลังจากนั้นเธอก็ไม่ได้สติอีก แพทย์ วินิจฉัยว่าเธอตกอยู่ในภาวะสมองตายแต่ทางโรงพยาบาลไม่ยอมถอดเครื่องช่วยหายใจเพราะทารกในครรภ์ยังหายใจอยู่ ทั้งนี้กฎหมายของรัฐเทกซัสและในอีก 31 มลรัฐ ในสหรัฐอเมริกา กำหนดไว้ว่าห้ามถอดเครื่องช่วยหายใจในหญิงตั้งครรภ์และบุตรในครรภ์ยังมีชีวิตอยู่ เพราะต้องการปกป้องสิทธิของทารกที่จะลืมตาออกมา ดูโลก
สามีของเธอได้ยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ถอดเครื่องช่วยหายใจ มิเช่นนั้นภรรยาของเขาจะต้องใส่เครื่องช่วยหายใจไปอีกประมาณ 20 สัปดาห์ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายมหาศาลและผลการตรวจพบว่าทารกในครรภ์ไม่สมบูรณ์ นอกจากนี้เธอยังเคยคุยกับน้องชายไว้ว่าหากเธอเจ็บป่วยอยู่ในสภาพไม่ได้สติและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ห้ามยื้อชีวิตเธอ แต่ยังไม่ทันทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร คดีนี้เป็นที่สนใจของสังคมอเมริกันเป็นอย่างมาก เพราะมีคดีลักษณะเดียวกันอยู่ในศาลใน 30 มลรัฐของสหรัฐอเมริกา ใช้เวลาถึง 2 เดือน ศาลก็พิพากษาให้ถอดเครื่องช่วยหายใจได้เพราะเธอเสียชีวิตแล้ว
ในกรณีของผู้ที่อยู่ในภาวะสมองตาย ซึ่งการแพทย์สมัยนี้วินิจฉัยว่าเสียชีวิตแล้ว เมื่อมีตัวแปรอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งเรื่องชีวิตของเด็กในครรภ์ ความคิดความเชื่อของคนใกล้ชิด และกฎหมายที่แตกต่าง ผลลัพธ์จึงออกมาแตกต่างกัน
จากกรณีตัวอย่างไม่มีใครตอบได้ว่าผิดหรือถูก แต่ก็ชวนให้หวนคิดว่าหากเราตกอยู่ในสภาพนั้น ทั้ง ในฐานะผู้ป่วยและคนใกล้ชิดเราควรทำอย่างไร เพื่อให้ การตายของคนคนหนึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ เจ้าของชีวิตที่ต้องการตายอย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และสร้างความลำบากใจให้กับคนที่อยู่เบื้องหลังน้อยที่สุด
แล้วจะทำอย่างไรล่ะ? ในสถานการณ์ทั่วไปสิ่งที่จะช่วยให้เจตจำนงการใช้ชีวิตและการตายของตัวเองบรรลุผลมากที่สุดก็คือการบอกกล่าวเจตจำนงของตัวเองแก่คนใกล้ชิด เท่านั้นยังไม่พอยังควรทำเป็นลายลักษณ์อักษรอีกด้วย เพื่อที่ในยามที่อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ ญาติสนิทและบุคลากรทางการแพทย์จะเคารพในการตัดสินใจนั้นๆ ซึ่งเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรดังกล่าวเรียกว่าหนังสือแสดงเจตจำนงการเลือกวิธีรักษาหรือ Living Will หรือ Advance Directives ซึ่งเป็นเอกสารที่มีผลทางกฎหมาย โดยในพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ระบุไว้ว่า บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือ เพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้ โดยผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขที่ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลนั้นไม่มี ความผิด
ด้วยเป็นสิ่งใหม่บุคลากรที่รับรู้ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้จึงยังมีไม่มากนัก อีกทั้งสับสนกับการทำการุณยฆาต หรือการขอให้แพทย์ช่วยยุติชีวิตเพื่อหนีความเจ็บปวด ทรมานทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงวาระสุดท้าย กรณีหลังยังเป็นเรื่องผิดกฎหมายและจริยธรรมในประเทศไทย ที่น่าเป็นห่วงคือฝ่ายผู้ป่วยและผู้ดูแลแทบจะไม่เคยได้ยินเลยว่ามีหนังสือคุ้มครองเจตนาฯ ทำให้ไม่ได้วางแผนล่วงหน้าในกรณีที่ตนประสบวิกฤตของชีวิต
การเริ่มต้นไม่ใช่เรื่องยาก สมาคมบาร์แห่งอเมริกัน องค์กรการกุศลซึ่งมีสมาชิกเป็นนักกฎหมายในสหรัฐอเมริกาได้ใช้กรณีตัวอย่างข้างต้นให้ความรู้แก่สังคม โดยแนะนำให้ทำหนังสือแสดงเจตจำนงโดยเริ่มต้นด้วยการพูดคุยกับคนที่เราไว้ใจ จากนั้นอย่าลืมทำสิ่งที่พูดให้เป็นลายลักษณ์อักษรและถ่ายสำเนาให้ทั้งโรงพยาบาล ครอบครัว และคู่ครองรับรู้ร่วมกัน
ศึกษาเพิ่มเติมและดาวน์โหลดหนังสือแสดงเจตจำนง ได้ที่ http://www.thailivingwill.in.th
พบพระไพศาล วิสาโล ในงานสัปดาห์ หนังสือแห่งชาติ 31 มี.ค. 2558 ที่บูธ N58 เวลา 18.00-19.00 น. “ทำไมต้องปฏิรูปพุทธศาสนา…?” หาคำตอบได้ในหนังสือ “พุทธศาสนาไทยในอนาคต แนวโน้มและทางออกจากวิกฤต”

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน งานส่งเสริมสิทธิ, มาตรา 12 และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร