รายงานพิเศษ: กรมหมอดินเร่งขับเคลื่อนธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร

ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2558
ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ เป็นโครงการสำคัญอีกโครงการหนึ่งที่ กรมพัฒนาที่ดิน กำลังดำเนินการอยู่ โดยได้กระจายงบประมาณไปยังทุกสถานีทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่ม ส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ และลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร
นายสมโสถติ์ ดำเนินงาม ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า จากการที่กรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินการโครงการปุ๋ยหมักสูตรพระราชทานของสมเด็จพระเทพฯ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรมาก โดยเฉพาะการรวมกลุ่ม ทำให้กลุ่มเกษตรกรมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น กรมพัฒนาที่ดิน จึงมีนโยบายที่จะจัดทำธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งในธนาคารปุ๋ยอินทรีย์จะประกอบไปด้วย การทำปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน เมล็ดพันธุ์ปุ๋ยพืชสด และน้ำหมักชีวภาพ ในแต่ละธนาคารก็จะให้มีการดำเนินการทำน้ำหมักชีวภาพทุกธนาคาร ส่วนธนาคารปุ๋ยพืชสดและธนาคารปุ๋ยหมักสูตรพระราชทานนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และวัสดุที่มีในท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการไปแล้ว 87 กลุ่มทั่วประเทศ ซึ่งการแบ่งกลุ่มจะกำหนดให้เป็นกลุ่มธนาคารปุ๋ยอินทรีย์เป็นขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก โดยกลุ่มธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ขนาดใหญ่ต้องมีเกษตรกรร่วมดำเนินการโครงการอย่างน้อย 30-50 ราย ส่วนขนาดกลางต้องมีอย่างน้อย 20-30 ราย และขนาดเล็กต้องมีเกษตรกรที่ร่วมโครงการอย่างน้อย 10-20 ราย โดยสถานีพัฒนาที่ดินแต่ละจังหวัดเป็นหน่วยงานรับผิดชอบร่วมกับหมอดินอาสา พร้อมกับสนับสนุนด้านปัจจัยต่างๆ อาทิ กากน้ำตาล ถังหมัก และสารเร่งต่างๆ เป็นต้น โดยอาจจะดำเนินการในพื้นที่ของสถานีหรือพื้นที่ของหมอดินอาสาก็ได้ตามความเหมาะสม
ในปี 2558 นี้ เป็นปีแรกที่กรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินการขยายผล ซึ่งปีที่ผ่านมาเป็นการนำร่องทำเป็นบางแห่ง และการดำเนินการประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ โดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วม เกษตรกรมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาบริหารจัดการธนาคารปุ๋ย ซึ่งจะมีการลงบัญชีการเอาวัสดุมาฝาก รวมทั้งบัญชีการเบิกถอนปุ๋ยไปใช้ก็ เมื่อนำกลับมาคืนอาจจะมีการชำระเป็นดอกเบี้ย อย่างเช่น เกษตรกรในกลุ่มเบิกปุ๋ยไปใช้ 10 กิโลกรัม เมื่อนำกลับมาคืนอาจจะนำมาคืนในรูปแบบของปุ๋ยหมัก 10 กิโลกรัมพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งดอกเบี้ยดังกล่าวนั้น อาจจะเป็นวัสดุที่ใช้ในการทำปุ๋ยหมัก เช่น มูลสัตว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมูลวัว หรือมูลไก่ เป็นต้น
“กรมจะขยายผลโครงการนี้ต่อไปเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นนโยบายของรัฐบาล และ คสช. ที่ต้องการให้เกษตรกรทำปุ๋ยหมักใช้เอง เพื่อลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้สารเคมี ซึ่งจากการดำเนินการที่ผ่านมา พบว่าจังหวัดที่ทำโครงการนี้แล้วประสบความสำเร็จ ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี คือ จังหวัดกำแพงเพชร และสุพรรณบุรี กล่าวคือ เกษตรกรเกิดการยอมรับและมีการขยายผลไปสู่ระดับครัวเรือน มีการทำใช้เองในระดับครัวเรือนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำหมักชีวภาพ และปุ๋ยหมัก ซึ่งส่วนใหญ่จะนำไปใช้กับไม้ผล และพืชผักที่ปลูกไว้ในครัวเรือน” นายสมโสถติ์ กล่าว
กรมหมอดินเร่งขับเคลื่อนธนาคารปุ๋ยอินทรีย์
วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
tags : กรมหมอดิน, เร่งขับเคลื่อน, ธนาคาร, ปุ๋ยอินทรีย์
กรมหมอดินเร่งขับเคลื่อนธนาคารปุ๋ยอินทรีย์
ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร
ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ เป็นโครงการสำคัญอีกโครงการหนึ่งที่ กรมพัฒนาที่ดิน กำลังดำเนินการอยู่ โดยได้กระจายงบประมาณไปยังทุกสถานีทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่ม ส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ และลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร
นายสมโสถติ์ ดำเนินงาม ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า จากการที่กรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินการโครงการปุ๋ยหมักสูตรพระราชทานของสมเด็จพระเทพฯ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรมาก โดยเฉพาะการรวมกลุ่ม ทำให้กลุ่มเกษตรกรมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น กรมพัฒนาที่ดิน จึงมีนโยบายที่จะจัดทำธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งในธนาคารปุ๋ยอินทรีย์จะประกอบไปด้วย การทำปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน เมล็ดพันธุ์ปุ๋ยพืชสด และน้ำหมักชีวภาพ ในแต่ละธนาคารก็จะให้มีการดำเนินการทำน้ำหมักชีวภาพทุกธนาคาร ส่วนธนาคารปุ๋ยพืชสดและธนาคารปุ๋ยหมักสูตรพระราชทานนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และวัสดุที่มีในท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการไปแล้ว 87 กลุ่มทั่วประเทศ ซึ่งการแบ่งกลุ่มจะกำหนดให้เป็นกลุ่มธนาคารปุ๋ยอินทรีย์เป็นขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก โดยกลุ่มธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ขนาดใหญ่ต้องมีเกษตรกรร่วมดำเนินการโครงการอย่างน้อย 30-50 ราย ส่วนขนาดกลางต้องมีอย่างน้อย 20-30 ราย และขนาดเล็กต้องมีเกษตรกรที่ร่วมโครงการอย่างน้อย 10-20 ราย โดยสถานีพัฒนาที่ดินแต่ละจังหวัดเป็นหน่วยงานรับผิดชอบร่วมกับหมอดินอาสา พร้อมกับสนับสนุนด้านปัจจัยต่างๆ อาทิ กากน้ำตาล ถังหมัก และสารเร่งต่างๆ เป็นต้น โดยอาจจะดำเนินการในพื้นที่ของสถานีหรือพื้นที่ของหมอดินอาสาก็ได้ตามความเหมาะสม
ในปี 2558 นี้ เป็นปีแรกที่กรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินการขยายผล ซึ่งปีที่ผ่านมาเป็นการนำร่องทำเป็นบางแห่ง และการดำเนินการประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ โดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วม เกษตรกรมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาบริหารจัดการธนาคารปุ๋ย ซึ่งจะมีการลงบัญชีการเอาวัสดุมาฝาก รวมทั้งบัญชีการเบิกถอนปุ๋ยไปใช้ก็ เมื่อนำกลับมาคืนอาจจะมีการชำระเป็นดอกเบี้ย อย่างเช่น เกษตรกรในกลุ่มเบิกปุ๋ยไปใช้ 10 กิโลกรัม เมื่อนำกลับมาคืนอาจจะนำมาคืนในรูปแบบของปุ๋ยหมัก 10 กิโลกรัมพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งดอกเบี้ยดังกล่าวนั้น อาจจะเป็นวัสดุที่ใช้ในการทำปุ๋ยหมัก เช่น มูลสัตว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมูลวัว หรือมูลไก่ เป็นต้น
“กรมจะขยายผลโครงการนี้ต่อไปเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นนโยบายของรัฐบาล และ คสช. ที่ต้องการให้เกษตรกรทำปุ๋ยหมักใช้เอง เพื่อลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้สารเคมี ซึ่งจากการดำเนินการที่ผ่านมา พบว่าจังหวัดที่ทำโครงการนี้แล้วประสบความสำเร็จ ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี คือ จังหวัดกำแพงเพชร และสุพรรณบุรี กล่าวคือ เกษตรกรเกิดการยอมรับและมีการขยายผลไปสู่ระดับครัวเรือน มีการทำใช้เองในระดับครัวเรือนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำหมักชีวภาพ และปุ๋ยหมัก ซึ่งส่วนใหญ่จะนำไปใช้กับไม้ผล และพืชผักที่ปลูกไว้ในครัวเรือน” นายสมโสถติ์ กล่าว
ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ นับว่าเป็นใบเบิกทางที่ดี ที่สามารถช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างมาก ซึ่งการลดต้นทุนนั้นเปรียบเสมือนกับการทำให้กำไรเรามากขึ้น เมื่อลดต้นทุนได้มากเท่าไหร่ กำไรก็จะมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น หากเกษตรกรสนใจเข้าร่วมธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ สามารถติดต่อได้ที่สถานีพัฒนาที่ดินทุกแห่งทั่วประเทศหรือสอบถามจากหมอดินอาสาในพื้นที่ของท่าน

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ยาฆ่าแมลง และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร