คอลัมน์ มุมมองสองวัย: เจตนารมณ์สำคัญในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ (๔)

Untitledเดลินิวส์ (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2558
ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต/อิสริยาภรณ์ อุวรรณโณ
“หนุนสังคมที่เป็นธรรม”
สภาพปัญหาของบ้านเมืองเราทุกวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีพื้นฐานอันเกิดจากความไม่เป็นธรรมหรือความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในสังคม ยิ่งเมื่อถูกกระตุ้นจากภาวะทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง ก็ยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำอันเป็นรากเหง้าที่มีอยู่เดิมร้าวลึกและทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น การทำให้พลเมืองซึ่งเป็นเจ้าของประเทศได้รับการกระจายโอกาสอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมจึงเป็นเป้าหมายในการขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมของสังคมอันเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้ หลักการอันเป็นหัวใจสำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งของร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้าง “สังคมที่เป็นธรรม” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในห้วงเวลาที่ประเทศมีสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่จัดตั้งขึ้นในรูปแบบของสภาวิชาการที่ประกอบด้วยนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิ จากหลากหลายสาขาอาชีพ ทำหน้าที่หลักในการศึกษาและเสนอแนะเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปในด้านต่าง ๆ ซึ่งการปฏิรูปในบางเรื่องเป็นเรื่องยากยิ่งที่จะทำได้ในห้วงเวลาปกติ จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะนำข้อเสนอแนะสำหรับการปฏิรูปไปสู่การปฏิบัติให้ได้อย่างแท้จริง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจึงได้ให้ความสำคัญกับข้อเสนอแนะของ สปช. อย่างยิ่ง โดยร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้กำหนดหลักการสำคัญเพื่อเป็นแนวทางให้เกิดการปฏิรูปด้านต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อนำไปสู่การขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคม เช่น
ปฏิรูปด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ให้ประชาชนเข้าถึงกฎหมายและกฎโดยง่าย ให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายและคดี ปรับปรุงกฎหมายให้มีความทันสมัย มีการจัดทำประมวลกฎหมายให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยง่าย โดยเฉพาะในเรื่องของการช่วยเหลือประชาชนทางคดีนั้นจะทำให้ต่อไปในการฟ้องคดี รัฐจะต้องมีกลไกในการช่วยเหลือประชาชนที่ลำบากเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม จะต้องจัดหาทนายความที่ดีมีประสบการณ์ในทางกฎหมายและการว่าความเพื่อช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่อาศัยทนายความที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาใหม่ทั้งที่ยังไม่มีประสบการณ์หรือความชำนาญมาช่วยประชาชนดังเช่นที่ผ่านมา
ปฏิรูปด้านการเงิน การคลัง และภาษีอากร โดยจัดระบบภาษีเป็น 2 ระดับ คือ ระดับชาติและระดับท้องถิ่น สนับสนุนงบประมาณให้แก่ท้องถิ่น ตลอดจนมีระบบการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดสรรงบประมาณแผ่นดินแบบสองขา ตามภารกิจของหน่วยงานและตามพื้นที่
ปฏิรูปด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ให้มีองค์กรบริหารการพัฒนาภาค ทำหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาจังหวัดต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ในภาค และกำกับดูแลหน่วยงานของรัฐในพื้นที่ ประสานการพัฒนาพื้นที่บริหารงานระหว่างราชการส่วนต่าง ๆ ให้เกิดการพัฒนาในระดับพื้นที่ของหลายจังหวัด
ปฏิรูปด้านการบริหารท้องถิ่น จัดทำกฎหมายและจัดให้มีกลไกที่จำเป็นสำหรับการจัดตั้งองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นเต็มพื้นที่จังหวัดให้เสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ รวมถึงให้มีคณะกรรมการการกระจายอำนาจแห่งชาติเพื่อขับเคลื่อนการกระจายอำนาจให้เป็นผลสำเร็จ
ปฏิรูปการศึกษา กระจายอำนาจการจัดการศึกษา โดยลดบทบาทของรัฐ จัดสรรค่าใช้จ่ายรายหัวแก่ผู้รับการศึกษาทุกคนอย่างเหมาะสม ปรับปรุงการอาชีวศึกษาโดยพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะในการประกอบอาชีพตรงตามความต้องการ และปรับปรุงระบบการประเมินครูอาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาโดยอาศัยผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของผู้รับการศึกษาเป็นสำคัญ
ปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และการผังเมือง โดยปรับปรุงกลไกและกระบวนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงโดยคำนึงถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลัก ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม และหลักอื่น ๆ รวมถึงปรับปรุงระบบการผังเมืองและการพัฒนาพื้นที่
ปฏิรูปด้านพลังงาน บริหารจัดการพลังงานอย่างมีธรรมาภิบาลและยั่งยืน โดยให้ปิโตรเลียมและเชื้อเพลิงธรรมชาติอื่นเป็นทรัพยากรของชาติ ทั้งนี้ต้องดำเนินการจัดทำหรือปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการปิโตรเลียมและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องด้วย
ปฏิรูปด้านแรงงาน สนับสนุนการจัดตั้งธนาคารแรงงานเพื่อเป็นกองทุนการเงินให้ผู้ใช้แรงงานในการส่งเสริมการออม
ปฏิรูปด้านวัฒนธรรม สนับสนุนให้มีสมัชชาศิลปวัฒนธรรมระดับท้องถิ่นและระดับชาติและจัดตั้งกองทุนทางวัฒนธรรมแห่งชาติเป็นกองทุนภาคประชาสังคม เพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม
ปฏิรูปด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้มีคณะกรรมการปฏิรูปวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติภายใน 1 ปีนับแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ นโยบาย แผน ตลอดจนกฎหมายที่จำเป็นในการปฏิรูป
ปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ ในระดับมหภาคให้ปรับปรุงกฎหมายเพื่อป้องกัน ลด จำกัด หรือขจัดการผูกขาดและการกีดกันการแข่งขันอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ สำหรับในระดับรายภาค ให้กระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม บริหารจัดการที่ดินเพื่อเอื้อให้เกษตรกรและชุมชนสามารถเข้าถึงที่ดินเพื่อทำกิน รวมถึงรักษาที่ดินทำกินไว้ได้ โดยใช้มาตรการในการจัดตั้งธนาคารที่ดิน และมาตรการอื่น ๆ
ปฏิรูปด้านสาธารณสุข ควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ โดยส่งเสริมให้ประชาชนสามารถมีข้อมูลพื้นฐานในการดูแลสุขภาพตนเอง กำกับราคาค่ารักษา ค่ายา ให้ได้มาตรฐานเดียวกันทั้งของรัฐและเอกชน
ปฏิรูปด้านสังคม ให้มีคณะกรรมการปฏิรูปสังคมและชุมชนขึ้นคณะหนึ่งภายใน 1 ปี นับแต่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ เพื่อศึกษาจัดทำแนวทางและกฎหมายต่าง ๆ เพื่อผลักดันให้การปฏิรูปเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง
ปฏิรูปสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้มีกลไกการจัดสรรและแบ่งปันทรัพยากรสื่อสารของชาติ เพื่อให้โอกาสแก่ประชาชนได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์ร่วมกัน รวมทั้งเร่งพัฒนามาตรการและกลไกการกำกับดูแลสื่อสารมวลชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การกำหนดแนวทางในการปฏิรูปในหลาย ๆ ด้านดังกล่าวข้างต้นนี้ ล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่งในทุก ๆ ด้าน เพื่อนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม สร้างเป็นธรรม เท่าเทียม และยกระดับคุณภาพของประชาชน อันเป็นเรื่องสำคัญที่จะปรับเปลี่ยนประเทศไทยได้อย่างถึงรากในทุก ๆ มิติ.

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ทั่วไป และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร