สช.ผนึก’ท้องถิ่น’ตัดวงจรเสี่ยงอุดช่องโหว่’แผนลดอุบัติเหตุ’

กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2558
ธนิสา ตันติเจริญ
กลายเป็นของคู่กันไปแล้วใน ทุกเทศกาล กับการ “รณรงค์ ลดอุบัติเหตุ” ปีนี้ก็เช่นกัน ก่อนถึงวันหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์ หลายภาคส่วนออกมาร่วมด้วยช่วยกันกระตุ้นเตือนให้ระมัดระวังการใช้รถใช้ถนนเพื่อลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินในรูปแบบต่างๆ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ได้ จัดเวที สช.เจาะประเด็น ครั้งที่ 2 หัวข้อ “วิกฤติอุบัติภัย ใครช่วยได้” เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ทว่าในเนื้องานมีการนำเสนอปมปัญหาที่ช่วยอธิบายได้ว่าเหตุใดการระดมสรรพกำลังและงัดสารพัดมาตรการมาป้องกันอุบัติเหตุ แต่กลับไม่ค่อยเห็นผล พร้อมทั้งเสนอแนะ วิธีอุดช่องโหว่เพื่อให้มาตรการเดินหน้าได้ อย่างมีประสิทธิภาพ
นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ปูพื้นด้วยอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในภาพรวมว่า ตั้งแต่ปี 2552 ได้ทำการสำรวจพบว่า ปีหนึ่งมีคนตาย 13,000 คน หรือเท่ากับวันละ 35 คน แต่ทางองค์การอนามัยโลก กลับมองว่า อัตราการตายของประเทศไทยควรจะเป็น 2 เท่า คือ ประมาณ 26,000 คนต่อปี หรือคิดเป็นอัตราการตาย 38.1 คนต่อประชากรแสนคน ซึ่งอยู่ในอันดับ 3 ของโลก ขณะที่ภาพรวมทั่วโลกมีอัตราการเสียชีวิต 1.3 ล้านคนต่อปี ตกวันละ 2,000 คน องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) จึงกำหนดให้ พ.ศ.2554 – 2563 เป็นทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน และอยากเห็นทั่วโลกให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ประเทศไทยในฐานะสมาชิกยูเอ็นได้ดำเนินการโดยมีเป้าหมาย ลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ให้ต่ำกว่า 10 รายต่อประชาชนแสนคนให้ได้ภายในปี 2563
ขณะที่ข้อมูลจากใบมรณะบัตร ช่วงปี 2554 พบว่า มีคนไทยเสียชีวิต 14,033 ราย ต่อมาในปี 2555 อยู่ที่ 14,059 ราย ส่วนปี 2555 – 2557 สถิติการเสียชีวิตอยู่ในสัดส่วนประมาณ 14,000 รายต่อปี เฉลี่ยวันละ 38 – 40 ราย หรือ 2 รายต่อชั่วโมง
“1 ใน 2 ของจำนวนผู้เสียชีวิตเป็น ผู้ที่มีอายุน้อย จึง เป็นสัญญาณที่น่าห่วงของประเทศไทย และ ในช่วงเทศกาล เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ ยอดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจะเพิ่มเป็น 2 เท่าจากเหตุการณ์ปกติ”
เขาชี้ว่า ช่วง เทศกาลมีความเสี่ยงมากกว่าสถานการณ์ปกติ เพราะเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงในขณะเดินทางไป-กลับ บนถนนสายและมีจำนวนรถหนาแน่น จึงทำให้ต้องใช้เวลาขับรถยาวนานขึ้นจนเกิดความเหนื่อยล้า อีกทั้งในช่วงไหนถนนโล่งก็ใช้ความเร็ว จึงเป็นสาเหตุของการสูญเสีย
ขณะเดียวกัน แม้มีการตั้งจุดบริการแต่คนไม่ค่อยแวะ หากจะแวะก็แวะปั๊มน้ำมัน น้อยมากที่จะแวะจุดบริการ และทนฝืนขับต่อไป เพราะอยากกลับไปถึงบ้านเร็วๆ จากช่องโหว่ดังกล่าวจึงมีแนวคิดที่ จะถึง “ท้องถิ่น” มาช่วยดำเนินกิจกรรมใน เชิงรุก แทนที่จะนั่งเฝ้าในจุดบริการก็มาทำงาน เชิงรุก เช่น การวางกรวยสะท้อนแสงเพื่อชะลอความเร็ว เป็นต้น
อีกหนึ่งความเสี่ยงในการเดินทาง คือ รถสาธารณะ เขาระบุว่า 3 ใน 4 ของการเดินทางคนจะใช้รถสาธารณะจนไม่เพียงพอต้องมีการเพิ่มรถเสริม ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มเข้ามา
บางครั้งผู้ขับไม่มีความชำนาญ เพิ่งออกกะแล้ววิ่งต่อ ไม่ได้พักผ่อน ตลอดจนมีการบรรทุกคนเกิน จนทำให้เกิดอุบัติเหตุเหมือนอย่างที่ผ่านมา ซึ่งช่วงเทศกาลอาจจะเจอ 3 – 4 กรณี
“การสูญเสียจริงๆ จะเกิดขึ้นในช่วงฉลอง ที่เริ่มเปลี่ยนปัจจัยในการเกิดอุบัติเหตุเป็นการดื่มสุราร่วมด้วย และเกิดเหตุจากมอเตอร์ไซค์ถึง 60%”
นพ.ธนพงศ์ เห็นว่า มาตรการสำคัญ คือ ต้องตัด “วงจรของความเสี่ยง” ในการเกิดอุบัติเหตุ โดยการรณรงค์คนไทยให้ปรับพฤติกรรม ทั้งการขับรถเร็ว ความอ่อนล้าหรือการดื่มขณะขับรถ รวมถึงการตัดหน้ากะทันหัน
อีกทั้งควรลดความเสี่ยงของการเสียชีวิต ด้วยการรณรงค์ใช้อุปกรณ์ต่างๆ ทั้งหมวก กันน็อค และเข็มขัดนิรภัย รวมทั้งแก้ไข ทางกายภาพ ได้แก่ ถนน รวมทั้งการบังคับ ใช้กฎหมาย ทั้งการตรวจจับ และการลงโทษที่เข้มงวดพร้อมกับการสร้างกระแสสังคมในการรณรงค์
ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพราะอุบัติเหตุเกิดได้ ทุกวัน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะ ถึงนี้ ที่จะต้องบูรณาการทุกหน่วยงานและองค์กรในการลดอุบัติเหตุ
ด้านนางกาญจนา ทองทั่ว คณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คมส.) บอกว่า กฎหมายความปลอดภัยทางถนน เป็นกฎหมายที่มีเล็กๆ น้อยๆ เต็มไปหมด เพราะเป็นกฎหมายที่ต้องการให้คนปฏิบัติตาม ทำให้พื้นฐานความเชื่อของคนในพื้นที่กับคนในระดับนโยบายไม่เหมือนกัน
“คนระดับนโยบายมองว่าต้องใช้กฎหมายบังคับ ซึ่งคนในพื้นที่เราไม่ได้เห็นความสำคัญของการใช้กฎหมายบังคับ แต่เราเห็นความสำคัญของคนในพื้นที่ได้ออกมาทำเรื่องความปลอดภัยทางถนนเองและมองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของเขาเอง โดยมองกฎหมายเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป”
เธอเห็นว่า การขับเคลื่อนการแก้ปัญหาอุบัติภัยในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีประเด็นที่ควรแก้ไข คือ การนำ “ดัชนีผู้เสียชีวิต” มาเป็นเกณฑ์วัดผลการทำงานของแต่ละพื้นที่นั้น อาจนำไปสู่การสร้างตัวเลขขึ้นมาได้
ตรงกันข้าม หากเปลี่ยนการวัดผล เป็นว่า พื้นที่นั้นมีแผนงานหรือมาตรการ ลดอุบัติเหตุมากน้อยเพียงใด จะส่งเสริม ให้มีการทำงานได้อย่างตรงเป้าหมาย และจริงจังมากกว่า
ส่วนการรณรงค์ลดอุบัติเหตุจะต้อง ไม่ฝากความหวังไว้ที่ “ภาคประชาสังคม”เพียงอย่างเดียว เพราะภาคประชาสังคม ไม่ได้มีงบประมาณ แต่จำเป็นต้องให้หน่วยงานหรือองค์กรที่มีภารกิจหน้าที่ดำเนินการ พร้อมด้วยงบประมาณเข้ามาเป็นแกนหลัก ในการขับเคลื่อน
อบจ.นนท์ยก 3 มาตรการช่วยงานในพื้นที่ราบรื่น
นายสถาพร สุทธิลออ รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี (อบจ.นนทบุรี) เสนอ “นนทบุรีโมเดล” คือการที่ อบจ.เข้ามาเป็นเจ้าภาพปิดช่องโหว่ในกรณีที่เทศบาลนครนนทบุรีไม่สามารถทำได้ เพราะติดขัดเรื่องงบประมาณ รวมถึงการเข้ามาเป็นเจ้าภาพในพื้นที่รอยต่อต่างๆ ทำให้การวางมาตรการในเรื่องการจราจรทำได้ทั่วทุกพื้นที่ ขณะที่ในพื้นที่ของแต่ละเทศบาล ก็มีมาตรการทำงานเรื่องนี้อยู่แล้ว
สำหรับมาตรการที่อบจ.นนทบุรีดำเนินการ ประกอบด้วย 1.ติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (ซีซีทีวี) มากกว่า 100 ตัว ตาม สี่แยกและจุดสำคัญทั่วเมือง
2.การสนับสนุนสร้างอาสาจราจรโดยร่วมมือกับตำรวจ ทำให้ปัจจุบันมีอาสาสมัครจราจรจังหวัดประจำการในจุดสำคัญทั่วเมืองหลายพันคน
3.การสร้างถนนให้ได้ตามมาตรฐานความปลอดภัย อาทิ ความกว้างของถนนไม่ต่ำกว่า 3 เมตร ในแต่ละเลน มีการขีดเส้นแบ่งถนนชัดเจน มีขอบถนน แม้ไม่มีฟุตบาทแต่มีการตีเส้นเด่นชัด มีป้ายจราจรบังคับ เช่น ป้ายจำกัดความเร็ว
แนวทางนี้ได้ดำเนินการมาเป็นเวลากว่า 10 ปี นอกจากลงทุนซื้อกล้องซีซีทีวีในช่วงแรก ยังมีการตั้งงบประมาณซ่อมแซมต่อเนื่อง เพื่อให้ซีซีทีวีมีอายุใช้งานได้ยาวนาน
รวมถึงอุดหนุนงบประมาณให้กับตำรวจ สำหรับการดูแลค่าเบี้ยเลี้ยงอาสาจราจรนับพันคน การอุดหนุนอุปกรณ์เครื่องมือและงานซ่อมแซมให้กับงานกู้ภัยของมูลนิธิและสมาคมต่างๆ
“เราบูรณาการการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง แต่ละปีมีการประชุมร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในจังหวัดนนทบุรี ในทุกประเด็นการจราจรและอุบัติเหตุเป็นหนึ่งในงานสำคัญ กรอบหลักที่เราวางไว้ ในการทำงานต้องสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ 3 ปีของจังหวัด ซึ่งแผนนี้หากเราเดินไปตามนั้น จะสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ และแผนงานของรัฐบาลในการแก้ปัญหาอุบัติเหตุ”

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน สช.เจาะประเด็น และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร