สกู๊ปหน้า1: ทีมหมอครอบครัวมิติใหม่สุขภาพไทย

ไทยรัฐ (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2558
ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตั้งหวังเอาไว้ว่า ทีมหมอครอบครัวจะเป็นบริการใหม่ของกระทรวงฯที่จะเข้าถึงประชาชนคนไทยทุกครัวเรือน ทั้งในเขตเมือง…ชนบท ให้การดูแลใกล้ชิดประดุจญาติ ตลอด 24 ชั่วโมง
โดยเฉพาะ 3 กลุ่มพิเศษ ได้แก่ ผู้สูงอายุติดเตียง…ติดบ้าน ผู้พิการ และผู้ป่วยระยะสุดท้าย ที่ประเมินกันว่าน่าจะมีไม่น้อยกว่า 2 ล้านชีวิต
“สุขภาพ” นับเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคนหรือทุกครอบครัว แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนหรือทุกครอบครัวจะเข้าถึงบริการสุขภาพที่ดีได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีความหวังและมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนเพื่อทำให้ทุกคนหรือทุกครอบครัวบน “แผ่นดินไทย” สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ มีความครอบคลุม และสามารถเข้าถึงอย่างเป็นธรรมได้
นพ.สมศักดิ์ บอกว่า เมืองไทยมีหมอ 1 คนต่อคนไทยราว 2,000 คน อังกฤษมีหมอ 1 คนต่อประชาชน 350 คน และบุคลากรด้านสุขภาพอื่นๆก็น้อยกว่าเราจึงไม่สามารถมีแพทย์รายบุคคลเปิดคลินิกดูแลประชาชนที่อาศัยอยู่รอบๆคลินิกแบบอังกฤษได้
แต่…กลับเป็นข้อดีเพราะหน่วยบริการปฐมภูมิของไทยเริ่มจากการอาศัยบุคลากรที่ไม่ใช่แพทย์พัฒนามาจนมีแพทย์ไปสนับสนุนทำให้ต้องช่วยกันดูแลชาวบ้านเป็นทีม
“รู้” และ “ยอมรับ” กันทั่วโลกว่าการดูแลสุขภาพประชาชนเป็นทีมหลายอาชีพดีกว่าที่ทุกอย่างจะต้องเริ่มต้นและจบลงที่แพทย์ และจะแย่มาก…ถ้าเริ่มและจบที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
ถึงตรงนี้หลายคนอาจมีคำถาม ทีมหมอครอบครัว…คือใคร? มาจากไหน?
คำตอบก็คือมาจากทีมงานในกระทรวงสาธารณสุขทั้งสำนักงานปลัดฯกับทุกกรมในกระทรวงฯ ร่วมกับ สปสช. สสส. และ สช. (สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ) ทำงานกันอย่างหนักเพื่อให้ถึงเป้าหมาย
“ทีมหมอครอบครัว” หรือ Family care team บริการดูแลสุขภาพประชาชนทุกครัวเรือน โดยเฉพาะในระดับการบริการปฐมภูมิที่มีคุณภาพ
ทีมฯจะมาจากบุคลากรด้านสุขภาพในระดับต่างๆ ตั้งแต่ชุมชน ตำบล อำเภอ จังหวัด ทำงานร่วมกับบุคลากรทางสาธารณสุข…แพทย์ เพื่อเป็นทีมที่สามารถดูแล…ส่งต่อปัญหาสุขภาพได้อย่างใกล้ชิด ทันท่วงที เสมือนมีหมอประจำครอบครัวอยู่ใกล้บ้าน พร้อมๆกับเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วยและครอบครัว
“ทีมหมอครอบครัว” เปรียบเสมือนการปฏิรูปการดูแลสุขภาพในรูปแบบใหม่ เป็นการต่อยอดเพิ่มเติมจากฐานการทำงานเดิมของระบบบริการสุขภาพของไทย โดยมีสุขภาพของคนในครอบครัวเป็นเป้าหมายและจุดศูนย์กลางในการทำงานร่วมกัน อันจะนำมาสู่การทำให้ประชาชนและครอบครัวได้รับการดูแลด้านสุขภาพ มีความมั่นใจ เชื่อใจ ไว้ใจ โดยมีทีมหมอครอบครัวเสมือนเป็นหนึ่งในเพื่อนสนิท ญาติของครอบครัว
ประเทศไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว มีผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่สุขภาพไม่ดี นอนติดเตียงต้องพึ่งผู้ดูแล และยังมีแนวโน้มที่ผู้สูงอายุอยู่ตามลำพังไร้ลูกหลานดูแลเพิ่มขึ้น
ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากร 65 ล้านคน มีผู้สูงอายุทั้งหมด 9.1 ล้านคน…คิดเป็นร้อยละ 14 ของประชากร มี…“ผู้สูงอายุ” ติดเตียง 163,860 คน คิดเป็น…ร้อยละ 1.8 ของผู้สูงอายุ มี…ผู้พิการ 1,580,525 คน ผู้ป่วยระยะสุดท้าย 41,557 คน…รวมทั้ง 3 กลุ่มตัวเลขจะอยู่ที่ 1,785,942 คน
นี่คือ…ประชากรกลุ่มแรกที่ “ทีมหมอครอบครัว” จะเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อทำให้คนเหล่านั้นมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
คนส่วนใหญ่เชื่อว่า…เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยดีที่สุดคือได้เจอ “แพทย์” และจะดีมากถ้าได้เจอ “แพทย์เชี่ยวชาญเฉพาะทาง” แต่…คนที่เคยป่วยเป็นโรคเรื้อรังคงรู้ดีว่าถ้าต้องเจอแต่หมอเฉพาะทาง โดยไม่มีใครช่วยดูแลสุขภาพในภาพรวมเป็นความลำบากเพียงไร
ในทางกลับกันการอยู่ในระบบที่มี “หมอเป็นหลัก” แปลว่าระบบเน้นเรื่อง… “การซ่อมมากกว่าสร้างสุขภาพ”
นพ.สมศักดิ์ บอกว่า ไม่ได้แปลว่าแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไม่มีประโยชน์หรือเป็นของที่ควรหลีกเลี่ยง ตรงกันข้ามการมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญช่วยให้ชาวบ้านที่เจ็บป่วยรุนแรง มีชีวิตยืนยาวขึ้นกว่าแต่ก่อน
“คนส่วนใหญ่มีไม่มากที่จะเจ็บป่วยด้วยโรครุนแรงหรือโรคยากๆ ระบบที่ดีจึงควรเน้นให้ทุกคนมีคนดูแลสุขภาพตั้งแต่ยังไม่เจ็บป่วย…
แต่ถ้าเจ็บป่วยก็มีคนช่วยดูแลให้คำปรึกษาแล้วส่งต่อ ถ้าจำเป็น…
แต่ถ้าไม่จำเป็นก็สามารถจัดการได้ใกล้บ้านไม่ต้องเดินทางไปไกล”
ถ้าจะให้ดีกว่านั้นคือเมื่อเจ็บป่วยเรื้อรัง เดินทางลำบาก ก็มีคนมาดูแลที่บ้านแล้วคอยเป็นที่ปรึกษาช่วยเหลือให้ความรู้ คำแนะนำให้กับญาติหรือผู้ดูแล
ภายใต้สภาพที่ดูเหมือนจะแย่กว่าอังกฤษกลับกลายเป็นว่า “ระบบสุขภาพของไทย” ได้สร้างประสบการณ์และวัฒนธรรมในการทำงานที่อาจจะเรียกว่าดีกว่าในอังกฤษ
อย่างน้อยก็ในแง่ที่มีบุคลากรสาธารณสุขในชนบทที่ไม่ใช่แพทย์รุกลงไปดูแลประชาชนตั้งแต่เมื่อยังแข็งแรงดีไปจนถึงเวลาเกิดเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือถึงขั้นติดบ้าน…ติดเตียงต้องการการดูแลที่บ้านเป็นส่วนใหญ่หรือทั้งหมดแทนที่จะต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยมารับบริการทุกครั้ง
“คนในเมืองใหญ่หรือใน กทม.อาจไม่เคยได้รู้จักกับบริการเชิงรุกเหมือนคนในชนบท ในขณะเดียวกันในเขตชนบทก็ไม่ใช่ว่าทุกอำเภอในเขตชนบทจะมีคนลงไปดูแลถึงบ้านเหมือนกันหมด”
แต่แม้จะมีพื้นฐานที่ดีในเรื่องการทำงานเชิงรุกโดยบุคลากรสุขภาพที่ไม่ใช่แพทย์ ระบบของเราก็ได้พัฒนามาตามลำดับจนมาถึงจุดที่จะต้องไม่ปล่อยให้การทำงานของบุคลากรที่ด่านหน้าอย่างสถานีอนามัยที่ปัจจุบันเรียกว่า โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) อยู่ในสภาพฉายเดี่ยว…ช่วยเฉพาะในตำบล
โดยเฉพาะเมื่อเราวางรากฐานระบบหลักประกันสุขภาพเมื่อ 13 ปีก่อนให้มีการทำงานเป็นทีมร่วมกันมากขึ้นระหว่างโรงพยาบาลชุมชนในแต่ละอำเภอร่วมกับ รพ.สต.ในทุกตำบลของแต่ละอำเภอเพื่อดูแลสุขภาพประชาชน ทั้งสร้าง…ซ่อมสุขภาพ และยังสามารถส่งต่อไปยังโรงพยาบาลระดับที่สูงกว่าเมื่อยามจำเป็น
“คนทำงาน…อยากลดความเสี่ยงของคนที่ยังสุขภาพดีและลดความทุกข์ของคนไข้ เป็นธรรมดาอยู่แล้วการออกไปเยี่ยมชาวบ้านถึงครอบครัวเป็นการเปิดมุมมอง กระตุ้นความคิดให้มองหา เห็นโอกาสใหม่ๆ”
ตอกย้ำ “ทีมหมอครอบครัว”…เป็นการทำงานเชิงรุกทำให้ทุกคนในทีมได้ “เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมและเพิ่มโอกาสเรียนรู้” ในการดูแลประชาชน…ให้มีสุขภาพดี และคนไข้…ให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
“การทำงานเป็นทีมหมอครอบครัวไม่ใช่การเพิ่มงานใหม่ แต่เป็นการทำงานแบบใหม่…เพื่อสร้างสิ่งดีๆใหม่ๆให้กับทั้งคนทำงานและชาวบ้าน เพื่ออนาคตระบบสุขภาพประเทศที่เข้มแข็ง”
นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวทิ้งท้าย.
คนส่วนใหญ่เชื่อว่า…เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยดีที่สุดคือได้เจอ”แทพย์”และจะดีมากถ้าได้เจอ “แพทย์เชี่ยวชาญเฉพาะทาง”แต่…คนที่เคยป่วยเป็นโรคเรื้อรังคงรู้ดีว่าถ้าตัวเองเจอแต่หมอเฉพาะทาง โดยไม่มีใครช่วยดูแลสุขภาพในภาพรวมเป็นความลำบากเพียงไร

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน 3 กองทุนสุขภาพ, ระบบสุขภาพ และติดป้ายกำกับ , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร