คอลัมน์ เกาะติดคู่ขนานถกร่างรัฐธรรมนูญใหม่: มีอะไรในร่างรัฐธรรมนูญใหม่(4)

คม ชัด ลึก (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2558
อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ :

ส่วนที่ 4 การดำเนินคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นผู้พิจารณาในคดีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริต โดยให้ดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยแม้ไม่ได้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
หากมีการกล่าวหา นายกฯ รัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา แล้ว ป.ป.ช.ไม่รับไต่สวน หรือดำเนินการล่าช้า หรือลงมติว่าไม่ผิด ส.ส. หรือ ส.ว. หรือ สมาชิกของทั้งสองสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 สามารถยื่นคำร้องต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้แต่งตั้ง “ผู้ไต่สวนอิสระ” มาทำหน้าที่หาข้อเท็จจริง และหากผู้ไต่สวนอิสระพบว่ามีมูลก็ให้ส่งเรื่องให้ประธานสภาดำเนินการถอดถอนและยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ส่วนที่ 5 องค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ตอนที่ 1 กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มี 5 คน มีวาระ 6 ปี โดย ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาสรรหามา 2 คน และกรรมการสรรหาสรรหามาอีก 3 คน โดยให้วุฒิสภาเห็นชอบ กรณีที่สรรหาได้ไม่ครบ ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาสรรหามาให้ครบ
กกต. มีอำนาจหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่งส.ว. ควบคุมกรเลือกตั้งท้องถิ่น และควบคุมการออกเสียงประชามติ โดยสามารถออกประกาศระเบียบ สามารถสั่งให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ หรือสั่งระงับการทำหน้าที่ สั่งย้าย
กกต.มีหน้าที่สืบสวนหาข้อเท็จจริงกรณีที่มีการร้องคัดค้านการเลือกตั้ง สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ประกาศผลการเลือกตั้ง ยื่นเรื่องต่อศาลอุทธรณ์เพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ผู้ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และให้มีกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้งทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งทุกระดับ
ตอนที่ 2 คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมี 7 คน มีวาระ 6 ปี แต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา ส่วนการสรรหาใช้หลักการเช่นเดียวกับ กกต. อำนาจหน้าที่ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ
ตอนที่ 3 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ป.ป.ช.มี 9 คน มีวาระ 9 ปี โดยหลักการสรรหายึดตามแบบของ กกต. และ ป.ป.ช.มีอำนาจหน้าที่ในการไต่สวนหาข้อเท็จจริงสรุปสำนวนเกี่ยวกับการถอดถอนเสนอต่อรัฐสภา และเสนอความเห็นในการดำเนินคดีอาญาต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ฟ้องคดีต่อศาลปกครองในคดีที่เกี่ยวกับวินัยการคลังและงบประมาณ
ตอนที่ 4 ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน มีจำนวน 11 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี หลักเกณฑ์ในการสรรหาให้ยึดตามแบบ กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน มีหน้าที่ตรวจสอบรายงานข้อเท็จจริงการละเมิดสิทธิมนุษยชน พิจารณาข้อเท็จจริงข้อร้องเรียน เจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
มีหน้าที่เสนอเรื่องและความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญว่ากฎหมายใดขัดรัฐธรรมนูญ เสนอเรื่องต่อศาลปกครอง หากพบว่ามีกฎหมาย หรือคำสั่งใดที่มีปัญหาด้วยความชอบด้านกฎหมาย สามารถฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมแทนผู้เสียหาย
ภาค 4 การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง หมวดที่ 1 บททั่วไป กำหนดให้เป็นความรับผิดชอบแก่รัฐสภา คณะรัฐมนตรีและทุกหน่วยงานที่ต้องจัดให้มีการปฏิรูปและสร้างความปรองดอง และความในภาคนี้ให้มีผลบังคับใช้ไป 5 ปี หากจะให้อยู่ต่อต้องทำประชามติ แต่ต้องไม่เกินอีก 5 ปี
หมวดที่ 2 การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม ส่วนที่ 1 สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ให้มีสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ มีสมาชิกไม่เกิน 120 คน พระมหากษัตริย์ตั้งจาก สปช. 60 คน สนช. 30 คน และผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ 30 คน ให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ มาจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ ที่พระมหากษัตริย์แต่งตั้งไม่เกิน 15 คน
โดยทั้งสองมีหน้าที่ขับเคลื่อนการปฏิรูป นำเสนอแผนการปฏิรูป หาก ครม. ได้รับข้อเสนอก็ให้พิจารณาดำเนินการตามข้อเสนอและให้งบประมาณอย่างเพียงพอ หาก ครม. ไม่ทำเรื่อง ให้สภาขับเคลื่อนมีมติ 3 ใน 4 จัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าจะต้องดำเนินการเรื่องนั้นหรือไม่ และผลที่ได้ผูกพันต่อ ครม. และสภาขับเคลื่อนฯ
สามารถเสนอ พ.ร.บ. ที่เห็นว่าจำเป็นต่อการปฏิรูป โดยเสนอต่อวุฒิสภาให้วุฒิสภาเห็นชอบ แล้วส่งต่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา แต่ถ้าสภาผู้แทนฯ ยับยั้ง ให้วุฒิสภานำกลับไปพิจารณาหากมีเสียงเห็นชอบ 2 ใน 3 ให้ พ.ร.บ.นั้นถือว่าได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
ส่วนที่ 2 การปฏิรูปด้านต่างๆ ให้ปฏิรูปด้านต่างๆ ตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ ประกอบด้วยด้านต่างๆ คือกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมโดยมีส่วนที่น่าสนใจคือ ให้ปรับปรุงโครงสร้างหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยโอนหน่วยงานที่ไม่ใช่ภารกิจหลักของตำรวจไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการกระจายอำนาจบริหารตำรวจไปสู่จังหวัด ให้ปฏิรูปการเงิน การคลัง ภาษี ให้ทุกคนเข้าสู่ระบบภาษี และให้มีระบบบำนาญแห่งชาติ ให้ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ให้คณะกรรมการอิสระว่าด้วยค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐ
ให้ปฏิรูปการบริหารท้องถิ่น โดยให้ตรากฎหมายที่จำเป็นสำหรับการตั้งองค์การบริหารท้องถิ่นเต็มพื้นที่จังหวัดให้เสร็จภายใน 1 ปี และให้ตั้งกรรมการกระจายอำนาจแห่งชาติ ให้ปฏิรูปการศึกษา จัดสรรค่าใช้จ่ายรายหัวโดยตรงแก่ผู้เรียนทุกคนอย่างเพียงพอ ปรับระบบการประเมินผลการศึกษา ปรับโครงสร้างการบริหารการศึกษาทุกระดับ ทำประมวลกฎหมายการศึกษา ให้มีการปฏิรูปการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติ ให้พัฒนากระบวนการยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม ให้มีการปฏิรูปพลังงานโดยให้บริหารจัดการพลังงานอย่างมีธรรมาภิบาลและยั่งยืน ให้ปรับปรุงการสำรวจ ผลิตและการใช้พลังงานต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ
ให้มีการปฏิรูปแรงงาน โดยสนับสนุนการตั้งธนาคารแรงงาน ให้มีการปฏิรูปวัฒนธรรม ให้มีสมัชชาศิลปวัฒนธรรมระดับชาติและระดับท้องถิ่น ตั้งกองทุนทางวัฒนธรรม ให้ปฏิรูปวิทยาศาสตร์ โดยให้ลงทุนด้านการศึกษาวิจัยและสร้างนวัตกรรม ให้มีคณะกรรมการปฏิรูปวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้มีการปฏิรูปเศรษฐกิจมหภาค ปรับปรุงกฎหมายลดการผูกขาด บริหารรัฐวิสาหกิจอย่างเป็นระบบ
ให้มีการปฏิรูปเศรษฐกิจรายภาค จัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการพัฒนาภาคเกษตรและเกษตรกร กระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็ธรรม สร้างระบบประกันความเสี่ยง ให้มีการปฏิรูปสาธารณสุข โดยปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพ พัฒนากลไกกำกับดูแลระบบสุขภาพ ให้ปฏิรูปด้านสังคม จัดระบบสวัสดิการสังคมให้คนทุกกลุ่ม ทำแผนรองรับสังคมผู้สูงอายุ และให้มีคณะกรรมการปฏิรูปสังคมและชุมชนใน 1 ปี ให้มีการปฏิรูปสื่อสารมวลชน พัฒนามาตรการและกลไกการกำกับดูแลสื่อมวลชน
หมวด 3 การสร้างความปรองดอง ให้มีคณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติที่ตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิไม่เป็นฝักฝ่ายทางการเมือง และผู้ซึ่งเป็นผู้นำความขัดแย้ง โดยมีหน้าที่ศึกษาหาสาเหตุความขัดแย้ง เสริมสร้างประสานงาน ให้เกิดสภาพเอื้อต่อการปรองดองสมานฉันท์ เยียวยาผู้เสียหาย เสนอให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษแก่บุคคลที่ให้ความจริงอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่การดำเนินงาน
บทสุดท้าย การแก้ไข เพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ จะแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบรประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนรูปแบบแห่งรัฐไม่ได้
การแก้ไขต้องมาจาก ครม., ส.ส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4, ส.ส. ส.ว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสองสภา,พลเมืองผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคนเข้าชื่อ ในวาระรับหลักการให้ลงคะแนนแบบขานชื่อและใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
ในวาระที่สองต้องรับฟังความเห็นจากพลเมืองที่เข้าชื่อด้วย การออกเสียงในวาระสองให้ใช้เสียงข้างมากโดยประมาณ แล้วให้รอไว้ 15 วัน ก่อนลงมติในวาระสาม โดยมติเห็นชอบต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของสองสภา เมื่อลงมติให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาก่อน หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าตราขึ้นโดยไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ก็ให้ร่างนั้นตกไป แต่หากเป็นไปโดยชอบต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ต่อไป แต่หากเป็นการแก้ในภาค 1 และเพิ่มเติมหลักการพื้นฐานสำคัญต้องทำประชามติก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ทุกห้าปี ให้มีการประเมินการใช้รัฐธรรมนูญและสามารถเสนอแก้ไขได้
บทเฉพาะกาล ให้ สนช. ทำหน้าที่ต่อจนกว่าจะมีการประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรก ในกรณีที่มีสภาผู้แทนฯ แล้วแต่ยังไม่มีวุฒิสภา ให้ สนช.ทำหน้าที่วุฒิสภา ให้กรรมาธิการยกร่างฯ ทำหน้าที่จัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ และปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีการประชุมสภาทั้งแรก หลังรัฐธรรมนูญบังคับใช้ 90 วัน ต้องเลือกตั้ง ส.ส. ให้แล้วเสร็จ และเลือก ส.ว.ให้เสร็จใน 150 วัน
ให้ ครม.ปัจจุบัน อยู่ต่อไปจนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่และให้ คสช.อยู่ด้วย และพ้นจากตำแหน่งไปพร้อมๆ กัน ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ป.ป.ช. ชุดปัจจุบันอยู่ต่อไปจนกว่าจะหมดวาระ
บรรดาการใดๆ ที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว (2557) ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญให้ถือว่าการกระทำนั้นชอบตามรัฐธรรมนูญนี้

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ทั่วไป และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร