สธ.ในรอบ6เดือนขับเคลื่อนด้วย ‘ทีมหมอครอบครัว’

มติชน ฉบับวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2558
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ถือฤกษ์ดีวันที่ 24 เมษายน แถลงผลงานในรอบ 6 เดือน งานนี้ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการ สธ. ได้เชิญ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ. นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย รักษาราชการแทนปลัด สธ. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง ร่วมแถลงผลการดำเนินงานของ สธ.ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2557-12 มีนาคม 2558
สำหรับผลงานนั้น ศ.นพ.รัชตะแถลงว่า ผลงานมีความก้าวหน้าเป็นที่พอใจ เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลและนโยบายในการยกระดับคุณภาพบริการด้านสุขภาพแก่ประชาชน เข้าถึงบริการใกล้บ้าน งานนโยบายที่คาดหวังและประสบความสำเร็จแล้วคือการสร้าง “ทีมหมอครอบครัว” ซึ่งเป็นการนำบริการทุกมิติของโรงพยาบาลทุกระดับ และความร่วมมือจากองค์กรในพื้นที่ชุมชน ลงไปถึงครอบครัวของประชาชนโดยตรง ในปีแรกตั้งเป้าหมายดูแล 3 กลุ่มที่ต้องพึ่งพิง คือ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งมีประมาณ 2 ล้านคน โดยรอบ 6 เดือนแรก สามารถตั้งทีมหมอครอบครัวได้ 50,000 ทีม ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ทะลุเป้าที่กำหนดไว้เพียง 30,000 ทีม ผลการให้บริการคืบหน้าเป็นอย่างมาก สามารถให้การดูแลได้กว่า 1.2 ล้านคน หรือคิดเป็น 2 ใน 3 ของเป้าหมาย นับเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ ในสังคมลงได้เป็นอย่างดี
ด้าน นพ.สมศักดิ์แถลงเสริมว่า ทีมหมอครอบครัวเป็นบริการประชาชนรูปแบบใหม่ ญาติสามารถปรึกษาทางโทรศัพท์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผลจากการดูแลประชาชน 3 กลุ่มดังกล่าว จะเกิดผลดี ใน 4 เรื่อง ได้แก่ 1.ลดความแออัดของโรงพยาบาลในอนาคตได้อย่างชัดเจน 2.คุณภาพชีวิตและสุขอนามัยของผู้ป่วยดีขึ้น 3.การไปโรงพยาบาลน้อยลง และ 4.แบ่งเบาภาระญาติที่ดูแล ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น มั่นใจว่าระบบของทีมหมอครอบครัวนี้จะรองรับการเป็นสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยได้อย่างดี
นพ.สมศักดิ์แถลงอีกว่า สำหรับความคืบหน้าการดำเนินงานอื่นๆ ประกอบด้วย การดูแลสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันควบคุมโรคตลอดช่วงอายุทุกกลุ่มวัย ตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต อาทิ การให้หญิงตั้งครรภ์ที่มีปีละ 700,000 กว่าคน กินยาเม็ดเสริมไอโอดีนเพื่อพัฒนาสมองเด็ก การตรวจและส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิดจนถึง 5 ขวบ ทุกคน การลดปัญหาแม่วัยรุ่น ซึ่งพบปีละประมาณ 130,000 คน และป้องกันการตั้งครรภ์ซ้ำครั้งที่ 2 ให้เหลือไม่เกินร้อยละ 10 ขยายบริการการรักษาผู้ป่วยซึมเศร้าซึ่งคาดว่ามีประมาณ 1.5 ล้านคน ไปที่โรงพยาบาลชุมชนทุกแห่ง ป้องกันปัญหาการฆ่าตัวตาย ในส่วนของผู้สูงอายุได้รับบริการผ่าตัดตาต้อกระจก ใส่ฟันเทียม ฝังรากฟันเทียม คนพิการได้รับการดูแลใส่ขาเทียมและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ นพ.สมศักดิ์แถลงว่า สธ.ได้ตั้งทีมประเมินสถานการณ์ระดับเขตและระดับจังหวัด เพิ่มความเข้มแข็งการควบคุมโรคติดต่ออันตราย เช่น โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า โรคอีโบลา สามารถตรวจจับสัญญาณโรคและควบคุมป้องกันโรคได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งได้ให้ยาต้านไวรัสแก่ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ทุกคน ตั้งแต่รู้ผลการตรวจเลือดฟรี จะทำให้ผู้ติดเชื้อได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ลดการทำลายภูมิต้านทานในร่างกาย โรคแทรกซ้อน และการแพร่กระจายเชื้อ เพื่อบรรลุเป้าหมายลดเอดส์ในไทยให้เป็นศูนย์เร็วที่สุด ขณะที่การขยายบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ และมีขีดความสามารถสูง ไปยังเขตสุขภาพทุกเขต ผู้ป่วยโรครุนแรง เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง ไตวายระยะสุดท้าย ได้รับการดูแลรักษาใกล้บ้าน ไร้รอยต่อ อาทิ ผู้ป่วยที่มีอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันจะได้รับการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือดที่โรงพยาบาลชุมชน และได้รับการผ่าตัดหัวใจภายใน 3 เดือน ขยายการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยเคมีบำบัดไปยังโรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่ 150 แห่ง ขยายบริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมรักษาผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย ซึ่งมีประมาณ 200,000 ราย เพิ่มในโรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่อีก 207 แห่ง
ไม่เพียงเท่านั้น สธ.ได้เปิดบริการตรวจรักษา ผู้ป่วยนอกด้วยการแพทย์แผนไทย คู่ขนานกับแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว 467 แห่ง จะเพิ่มอีก 100 แห่ง ในอีก 6 เดือน เป็นการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาไทย โดยมีวิจัยตำรับยาไทยรักษาโรคมะเร็ง อาทิ มะเร็งปากมดลูก ตับ และปอด พบว่ามีสัญญาณที่ดี หากสำเร็จจะเป็นข่าวดีของผู้ป่วยมะเร็ง รวมทั้งส่งเสริมการพึ่งพิงตนเองด้านยา ซึ่งขณะนี้องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ได้ผลิตยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ยาลดไขมันในเลือด ยารักษาจิตเวชได้เอง และได้วิจัยพัฒนายาเม็ดรักษาปัญหาผมร่วง ศีรษะล้าน รวมทั้งยารักษาโรคต่อมลูกหมากโต คาดจะได้ใช้ใน 6 เดือนข้างหน้า และเร่งรัดการก่อสร้างโรงงานผลิตยาเม็ดยาฉีดที่รังสิต สามารถผลิตได้ภายในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ ส่วนโรงงานผลิตวัคซีนที่ อ.ทับกวาง จ.สระบุรี ได้รับการอนุมัติลงนามในสัญญาดำเนินการก่อสร้างต่อและสามารถผลิตวัคซีนได้เองในอีก 3 ปีข้างหน้า ภายใต้การช่วยเหลือด้านวิชาการจากรัฐบาลญี่ปุ่น
สำหรับการสร้างหลักประกันสุขภาพคนไทยทุกคน ขณะนี้ สธ.ทำได้กว่า 66 ล้านคน หรือร้อยละ 99.81 ของประชากรไทย และเติมเต็มส่วนที่ขาด โดยดึงผู้ที่มีปัญหาสถานะและสิทธิให้ได้รับสิทธิเพิ่มอีก 285,171 คน มั่นใจว่าใน 3 ปีนี้ คนไทยทุกคนจะมีหลักประกันสุขภาพ
ด้าน นพ.สุรเชษฐแถลงว่า ในการคุ้มครองสุขภาพประชาชนนั้น สธ.ได้ผลักดันร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการกำจัดขยะมูลฝอยติดเชื้อ ขยะพิษ เพื่อปกป้องสุขภาพคนไทยจากมลพิษขยะ ขณะนี้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว และพัฒนามาตรฐานบริการโรงพยาบาลรัฐและเอกชน สร้างความมั่นใจประชาชน มีโรงพยาบาลรัฐผ่านการรับรองมาตรฐาน HA ขั้นสูงสุด ร้อยละ 54 ส่วนโรงพยาบาลเอกชนผ่านแล้วร้อยละ 28 รวมทั้งติดตามควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพ โดยเฉพาะเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เนื่องจากเป็นที่นิยมของประชาชน ทุกวัย และการผลักดัน
ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดจากโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ….
เหล่านี้คืองานที่ผู้บริหาร สธ.ยืนยันว่าได้เดินหน้าในรอบ 6 เดือน และกำลังเร่งผลักดันต่อ

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ธรรมนูญสุขภาพ และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร