สปช.จี้’สธ.-สปสช.’ให้ข้อมูลระบบประกันสุขภาพให้ชัด

มติชน ฉบับวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2558
เมื่อวันที่ 26 เมษายน น.ส.สารี อ๋องสมหวัง ประธานกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค สภาปฏิรูปแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ระบุให้คนรวยเสียสละไม่ใช้สิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรค เพื่อนำเงินไปให้ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ไม่ต้องเสียภาษีว่า ส่วนตัวเข้าใจว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้หมายถึงให้คนรวยสละ สิทธิการใช้หลักประกันสุขภาพ แต่เป็นการให้คนที่มีรายได้สูงบริจาคเงินเข้าระบบมากกว่า เนื่องจากระบบบริการสุขภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่คนไทยทุกคนต้องเข้าถึงได้ ส่วนกรณีตนเขียนข้อความในเฟซบุ๊กนั้น เป็นเพียงการเสนอความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าวเท่านั้น ต้องการเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับระบบให้สาธารณชนรับทราบและเข้าใจมากกว่านี้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกคน แต่หลายคนยังไม่เข้าใจระบบหรือเข้าใจไม่ถูกต้อง อาจสร้างความเข้าใจผิดได้ สปสช.ถือเป็นตัวอย่างของหน่วยงานของรัฐในประเทศนี้มีการทำงานโปร่งใส และให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่าในบรรดาหน่วยงานรัฐ ทั้งหมด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 27 เมษายน กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ได้จัดแถลงข่าวปรับทัศนคตินายกฯ ระบบหลักประกันสุขภาพเป็นสิทธิของทุกคน อย่าทำลาย ด้วยความไม่รู้ ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

โพสท์ใน ระบบสุขภาพ | ติดป้ายกำกับ

ตั้งคณะทำงานเร่งสางปัญหารพ.ขาดสภาพคล่อง

ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2558
นพ.อำนวย กาจีนะ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงระบบการแก้ปัญหาโรงพยาบาลในสังกัด สธ.ที่ขาดสภาพคล่องทางการเงินหรือ รพ.ขาดทุน ว่า ขณะนี้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้โอนเงินเหมาจ่ายรายหัวไปยังหน่วยบริการครบทุกเขตสุขภาพแล้ว ประมาณ 39,700 ล้านบาท และเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ได้โอนเงินค่าตอบแทนไปยังหน่วยบริการในสังกัด สธ.ครอบคลุมหน่วยบริการในพื้นที่กันดาร เสี่ยงภัย และหน่วยบริการที่ประสบปัญหาสภาพคล่องอีกจำนวน 3,000 ล้านบาท
นพ.อำนวยกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ในการแก้ปัญหา รพ.ขาดทุน ขณะนี้ สธ.ได้ตั้งคณะกรรมการร่วมกัน 1 ชุด โดยมีอาจารย์นวพร เรืองสกุล เป็นประธานคณะกรรมการ เพื่อวิเคราะห์สาเหตุที่มาของปัญหา รพ.ขาดทุน และจัดกลุ่มให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ทุรกันดาร จำนวน 137 แห่ง ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนเป็นการเฉพาะ และโรงพยาบาลที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เหล่านี้ แต่เกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง เช่น พื้นที่ที่มีประชากรเบาบางกว่าพื้นที่อื่นๆ ซึ่งคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะดูข้อมูลการเงินการบัญชี การจัดการ วางระบบแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับโรงพยาบาลที่มีปัญหาในระยะยาวแบบเบ็ดเสร็จขึ้น เพื่อให้คลายความกังวลให้ผู้ทำงานในพื้นที่สามารถจัดบริการประชาชนทุกคนได้อย่างเต็มศักยภาพและมีคุณภาพ ทั้งนี้ สธ.และ สปสช. จะมีการทำงาน ร่วมกันอย่างใกล้ชิด พร้อมวางแผนพัฒนาระบบข้อมูลการเงินทั่วประเทศให้สมบูรณ์ต่อไป.

โพสท์ใน เขตสุขภาพ | ติดป้ายกำกับ

สธ.เร่งคลอดเกณฑ์ร้านยาคุณภาพ

ASTVผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2558
ASTVผู้จัดการรายวัน – สธ.เร่งทำหลักเกณฑ์ตรวจประเมินร้านยาคุณภาพ ให้เวลาร้านยาเปิดก่อน 25 มิ.ย. 57 ไม่เกิน 8 ปี ปรับปรุงคุณภาพมาตรฐาน พร้อมคุมการใช้ยาไม่ เหมาะสม สั่งยาแก้ไอไปทำยาเสพติด การขายยาสเตียรอยด์
วานนี้ (26 เม.ย.) ที่เมืองทองธานี ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2558 ชมรมร้านขายยาแห่งประเทศไทย ซึ่งมีสมาชิกประมาณ 7,000 ร้านทั่วประเทศ ว่า สธ.มีนโยบาย ยกระดับร้านขายยาแผนปัจจุบันเป็น “ร้านยาคุณภาพ” โดยออกกฎกระทรวงว่าด้วยการขออนุญาตและการขอใบอนุญาตขายยาแผนปัจจุบัน พ.ศ.2556 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 มิ.ย. 2557 เป็นต้นมา ในขณะนี้มีโครงการนำร่องร้านขายยาคุณภาพใน 27 จังหวัด
ทั้งนี้ ขอความร่วมมือร้านขายยา ร่วมแก้ปัญหาการใช้ยาไม่เหมาะสม โดยควบคุมการจำหน่ายยาแก้ปวด พบกลุ่มวัยรุ่นนำไปผสมกับยาแก้ไอ แก้แพ้ชนิดน้ำเชื่อม ที่ขายผ่านอินเทอร์เน็ต เพื่อให้เกิดอาการมึนงง เคลิ้ม หากใช้เกินขนาด อาจเสียชีวิตได้ และยากลุ่มสเตียรอยด์ มีการนำไปปลอมปนในยาแผนโบราณ มีการโฆษณาแพร่หลายทางโทรทัศน์ดาวเทียม สถานีวิทยุชุมชน การขายตรงในรูปแบบอาหารเสริม โอ้อวดสรรพคุณรักษาได้สารพัดโรค
นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการ อย. กล่าวว่า การต่ออายุใบอนุญาตร้านขายยาจากนี้จะต้องผ่านการตรวจประเมิน มาตรฐานจีพีพี โดยขณะนี้ อย.อยู่ระหว่างการจัดทำประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การตรวจประเมิน พร้อมทั้งจัดทำคู่มือตรวจประเมินให้เจ้าหน้าที่ โดยจะจัดประชุมชี้แจงเจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศและแจ้งให้ร้านขายยาเตรียมความพร้อมในการตรวจประเมิน ส่วนร้านยาที่ขออนุญาตก่อนกฎกระทรวงฯ มีผลบังคับใช้ ยังมีเวลาปรับปรุงไม่เกิน 8 ปี ทั้งนี้ ปัจจุบันมีร้านขายยาแผนปัจจุบันทั้งคนและสัตว์ทั้งหมด 19,245 ร้าน ในจำนวนนี้ผ่านการรับรองจาก สภาเภสัชกรรม เป็นร้านยาคุณภาพแล้วจำนวน 972 ร้าน

โพสท์ใน การเข้าถึงยา | ติดป้ายกำกับ

สกู๊ปหน้า1: จับตาร่างรัฐธรรมนูญกฎหมายเพื่อคนจน

ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2558
7 วัน…6 คืน นับตั้งแต่วันที่ 20 เมษายนจนถึงวันที่ 26 เมษายน เป็นห้วงระยะเวลาที่ประชาชนคนไทยตั้งตารอดูร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปที่ถูกนำมาอภิปรายอย่างละเอียดรายมาตรา โดยสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) 250 คน
รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปร่างแรกนี้ถูกยกร่างขึ้นโดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายสาขาจำนวน 36 คน โดยมีทั้งหมด 315 มาตรา ที่น่าสนใจคือเป็นครั้งแรกของการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มีหมวด… “ปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ” และ “สร้างความเป็นธรรม”
ไล่เรียงตั้งแต่มาตรา 279 ถึงมาตรา 296…แต่ละมาตราถูกยกร่างขึ้นจากข้อเรียกร้องจากเครือข่ายพลเมืองต่างๆ อาทิ เรื่องการกระจายการถือครองที่ดิน ธนาคารแรงงาน ระบบการออม การศึกษา
นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ รองประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ บอกว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปนี้ได้บัญญัติในมาตรา 294 อย่างชัดเจนว่าให้มีการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม ตามข้อเสนอของเครือข่ายสมัชชาปฏิรูปที่ดิน ซึ่งเครือข่ายฯได้เตรียมร่างกฎหมายไว้แล้ว เรียกว่า…“กฎหมายเพื่อคนจน”
“ร่างกฎหมายว่าด้วยธนาคารที่ดิน…ว่าด้วยโฉนดที่ดินชุมชน หรือสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร และว่าด้วยการจัดเก็บภาษีที่ดิน…สิ่งปลูกสร้าง”
นอกจากนี้ในมาตรา 284 ยังระบุเรื่องการปฏิรูปด้านการบริหารราชการแผ่นดิน อาทิ ให้มีองค์กรบริหารพัฒนาภาคหรือกลุ่มจังหวัด เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาจังหวัดต่างๆที่ตั้งอยู่ในภาค หรือกลุ่มจังหวัด และกำกับดูแลหน่วยงานของรัฐในพื้นที่ จัดทำแผน…บริหารงบประมาณพัฒนาแบบพื้นที่ เพื่อดำเนินการพัฒนาภาคที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศ ที่ไม่ซ้ำซ้อนกับงานของจังหวัด…องค์กรบริหารท้องถิ่น
ในเรื่อง การปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แม้เราจะมีเครือข่ายสิ่งแวดล้อมที่เข้มแข็งแต่ก็ยังไม่สามารถต้านทานอิทธิพลของทุนที่ได้ทำลายทรัพยากร สิ่งแวดล้อมในบ้านเราไปเป็นจำนวนมากได้
รัฐธรรมนูญ มาตรา 287 จึงระบุเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไว้อย่างชัดเจน โดยให้มีการดำเนินการปฏิรูประบบ…โครงสร้างองค์กร และปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรน้ำ การจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเล การจัดการขยะ…ของเสียอันตราย กฎหมายด้านสิทธิชุมชนและการกระจายอำนาจ
รวมทั้งการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม กฎหมายว่าด้วยการผังเมืองและการพัฒนาเมือง นอกจากนี้แล้วยังจะให้มีการพัฒนาระบบการจัดทำรายงานประเมิน
ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ โดยไม่อนุญาตให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาทำการประเมินอีกต่อไป
ที่สำคัญ…ยังระบุถึงการจัดระบบภาษีสิ่งแวดล้อมที่ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตต่อผลกระทบจากผลิตภัณฑ์ เช่น ขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังวิกฤติ…ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบ และยังมีการพัฒนากระบวนการยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมทั้งระบบ การบริหารจัดการทรัพยากร…สิ่งแวดล้อม ให้ประชาชน…ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
สำหรับ…“การปฏิรูปด้านสังคม” นพ.ชูชัย ชี้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุเรื่องปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมทั้งด้านการให้บริการสังคม การประกันสังคมทุกกลุ่มวัย การช่วยเหลือทางสังคม การสนับสนุนหุ้นส่วนทางสังคมที่มีความครอบคลุมเพียงพอ ยั่งยืน มีคุณภาพ เข้าถึงได้ และมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ
โดยเฉพาะ “ผู้สูงอายุ” ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุเกือบ 10 ล้านคน…ในอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีผู้สูงอายุ 14.5 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากร…เราจึงกำหนดให้จัดทำแผนระยะยาว ดำเนินการเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ จัดให้มีระบบการออมเพื่อการดำรงชีพในยามชรา เตรียมความพร้อมสู่วัยสูงอายุที่เหมาะสม
พร้อมๆไปกับการปรับปรุงระบบการเกษียณอายุ…ปฏิรูประบบสวัสดิการผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ เพื่อให้ดำรงชีพได้อย่างเหมาะสม
ต่อเนื่องในเรื่อง…“การปฏิรูปด้านแรงงาน” ที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้ความสำคัญ มาตรา 289 ระบุให้มีการปฏิรูปตามแนวทางดังต่อไปนี้ หนึ่ง…ให้มีการตรากฎหมายและกำหนดกลไกเพื่อรองรับเสรีภาพของผู้ใช้แรงงานในการสมาคม การรวมตัวกัน และการร่วมเจรจาต่อรองให้สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ
สอง…สนับสนุนการจัดตั้งธนาคารแรงงาน เพื่อเป็นกองทุนการเงินของผู้ใช้แรงงานในการส่งเสริมการออม และพัฒนาตนเอง…อันจะนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ให้รู้อีกว่า…การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังคำนึงถึงความสำคัญใน “การปฏิรูปด้านการศึกษา” …ที่ผ่านมาเห็นชัดเจนว่าระบบการศึกษาไทยล้มเหลวในทุกด้าน ไม่ว่าใช้เครื่องมือใดประเมิน เพราะขาดประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณ ทรัพยากร และขาดระบบความรับผิดชอบในทุกขั้นตอน
สาระสำคัญบางประการที่ได้บัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 286 ประเด็นแรก…กระจายอำนาจการจัดการศึกษา โดยลดบทบาทรัฐจากการเป็นผู้จัดการศึกษาให้เป็นผู้จัดให้มีการศึกษา ส่งเสริม สนับสนุน รวมทั้งกำกับนโยบาย แผน มาตรฐาน และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษา
ถัดมา…ส่งเสริมให้สถานศึกษาสามารถบริหารจัดการการศึกษาได้อย่างมีอิสระ มีประสิทธิภาพและรับผิดชอบต่อผลการจัดการศึกษา โดยให้เอกชน ชุมชน องค์กรบริหารท้องถิ่น มีส่วนร่วมอย่างเหมาะสม
ประเด็นที่สาม…จัดสรรค่าใช้จ่ายรายหัวโดยตรงแก่ผู้เรียนทุกคนอย่างพอเพียง ตามความจำเป็นและเหมาะสมสำหรับการศึกษาระดับปฐมวัยจนถึงระดับมัธยม ทั้งการศึกษาสายสามัญ…สายอาชีพ และสุดท้าย… พัฒนาระบบการเรียนรู้โดยเน้นกระบวนการคิด การใช้เหตุผล การเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติ
ในร่างรัฐธรรมนูญยังระบุอย่างชัดเจนว่า บทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญภาคนี้นั้นก่อให้เกิดความรับผิดชอบแก่รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงาน และพลเมือง ที่ต้องจัดให้มีการปฏิรูป…การสร้างความปรองดองตามหลักการและระยะเวลาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้….
เมื่อมีความรับผิดชอบจึงเป็นหน้าที่ หากไม่ดำเนินการถือว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยในมาตรา 102 ได้บัญญัติไว้ว่า… “ในกรณีที่รัฐธรรมนูญนี้บัญญัติให้ดำเนินการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ หรือกฎ หรือดำเนินการใดเพื่อให้การเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แต่ผู้มีหน้าที่เสนอหรือผู้มีหน้าที่พิจารณากฎหมาย หรือกฎ หรือกระทำการดังกล่าวไม่ดำเนินการ หรือไม่กระทำการภายในเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนด หรือภายในเวลาอันสมควรในกรณีที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดเวลาไว้…
…ทำให้การปฏิบัติการตามรัฐธรรมนูญนี้ ไม่บังเกิดผลให้ถือว่าคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา ผู้มีหน้าที่เสนอ หรือผู้มีหน้าที่พิจารณากฎหมาย หรือกฎ หรือมีหน้าที่กระทำการนั้น…ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และในกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้น ผู้เสียหายย่อมฟ้องรัฐให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายได้”
“การปฏิรูป”…เพื่อ “ลดความเหลื่อมล้ำ”…“สร้างความเป็นธรรม” ที่ถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกหลายส่วนที่ต้องผ่านการพิจารณาจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ
คนไทยทุกคนควรต้องติดตาม เพราะนี่คือ…ก้าวแรกแห่งโอกาสการเปลี่ยนแปลง ที่จะกำหนดและชี้ชะตาอนาคตประเทศไทย.
ให้รู้อีกว่า…การยกร่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังคำนึงถึงความสำคัญใน”การปฏิรูปด้านการศึกษา”…ที่ผ่านมาเห็นชัดเจนว่าระบบการศึกษาไทยล้มเหลวในทุกด้านไม่ว่าใช้เครื่องมือใดประเมินเพราะขาดประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณทรัพยากรและขาดระบบความรับผิดชอบในทุกขั้นตอน

โพสท์ใน ทั่วไป | ติดป้ายกำกับ

ยกเลิกแร่ใยหินส่อแววแท้ง’จักรมณฑ์’ ยันกระเบื้องมุงหลังคาที่ใช้อยู่ไม่เกิดปัญหา

ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 26 – 29 เมษายน พ.ศ. 2558
นโยบายยกเลิกใช้แร่ใยหินของกระทรวงอุตสาหกรรมไปไม่รอด “จักรมณฑ์” ยันต้องศึกษาให้รอบคอบ ไม่เสนอครม.ให้ตัดสินใจ หวั่นผิดข้อตกลงทางการค้านำเข้าแร่ใยหินจากรัสเซีย และนานาประเทศก็ยังมีการใช้อยู่ ผลกระทบต่อสุขภาพยังไม่ชัดเจน ด้านกรอ.รับลูก ยกเลิกทันทีมีผลกระทบต่อผู้บริโภคต้องเปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคา เชื่อลากยาวไม่ทันครม.อนุมัติภายในปีนี้
นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากเดิมที่กระทรวงอุตสาหกรรมมีแผนจะยกเลิกการใช้แร่ใยหินไครโซไทล์ กับสินค้า 6 รายการ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรกกระเบื้องแผ่นเรียบและกระเบื้องยางปูพื้น กำหนดให้ยกเลิกใช้แร่ใยหินเป็นวัตถุดิบภายใน 2 ปี และกลุ่มที่ 2 กลุ่มกระเบื้องมุงหลังคา ผ้าเบรก และคลัตช์ ท่อซีเมนต์ใยหิน กำหนดให้ยกเลิกใช้แร่ใยหินเป็นวัตถุดิบภายใน 5 ปี ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2554 เกี่ยวกับมาตรการทำให้สังคมไทยไร้แร่ใยหินที่เห็นชอบในการห้ามนำเข้าแร่ใยหินไครโซไทล์ และผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหินไครโซไทล์เฉพาะกรณี และห้ามผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหินไครโซไทล์ที่ใช้วัตถุดิบอื่นหรือใช้ผลิตภัณฑ์อื่นทดแทนได้นั้น
โดยที่ผ่านมาทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้รับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกด้านแล้ว แต่ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าการใช้แร่ใยหินจะมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนประกอบกับมติครม.เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2555 ที่เห็นชอบให้คณะอนุกรรมาธิการด้านการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทยรัสเซีย ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจขึ้นมาศึกษาเพื่อตรวจสอบผลกระทบต่อสุขภาพจากการใช้แร่ใยหินไครโซไทล์ และจัดทำข้อเสนอแนะในการใช้แร่ใยหินผลิตผลิตภัณฑ์อย่างปลอดภัย ที่จะร่วมแก้ไขปัญหาและอุปสรรคทางการค้า ส่งเสริมการลงทุน และเพิ่มการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้มากขึ้น ซึ่งหากยกเลิกการใช้ทันทีเท่ากับว่าห้ามนำเข้าแร่ใยหิน ซึ่งจะขัดกับข้อตกลงทางการค้ากับรัสเซีย ดังนั้น จะต้องมาศึกษาร่วมกันว่าจะหาทางออกเรื่องนี้ได้อย่างไร
ประกอบกับเห็นว่าการนำเข้าแร่ใยหินในแต่ละปีก็มีมูลค่าไม่กี่ร้อยล้านบาท อีกทั้งการนำแร่ใยหินไปใช้ในผ้าเบรก คลัตช์ กระเบื้องยางปูพื้นและกระเบื้องแผ่นเรียบ ก็มีการใช้วัตถุดิบชนิดอื่นไปทดแทนแล้ว จะเหลือเพียงกระเบื้องมุงหลังคาเท่านั้นที่ยังมีการใช้แร่ใยหินอยู่ และเท่าที่พบก็ยังไม่เห็นว่าจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพแต่อย่างใด นอกจากนี้ ในหลายประเทศทั่วโลกก็ยังมีการใช้อยู่ แม้แต่ทางสหรัฐอเมริกาหรือในอาเซียนเองก็ไม่ได้ห้ามการใช้ ดังนั้น การจะเสนอนโยบายยกเลิกการใช้แร่ใยหิน ให้ครม.พิจารณาคงจะต้องชะลอออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพื่อพิจารณาข้อมูลให้ชัดเจนมากขึ้น แม้ว่าจะอยู่ในแผนการดำเนินงานของกระทรวงอุตสาหกรรมก็ตาม
นายศักดา พันธ์กล้า รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้แผนการยกเลิกแร่ใยหินต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมคงต้องยุติไว้ก่อน เพื่อมาทบทวนผลศึกษาให้ครบทุกมิติ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต ผู้ใช้ หรือองค์การการค้าโลก(WTO) และสิทธิสัญญาว่าด้วยการกำจัดของเสียอันตราย อีกทั้งจะต้องพิจารณาว่าเส้นใยจากแร่หินบะซอลต์สามารถนำไปทดแทนแร่ใยหินในกระเบื้องมุงหลังคาได้หรือไม่ และมีความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมีผลกระทบต่อสุขภาพหรือไม่ด้วย ซึ่งในส่วนนี้ก็เป็นมติครม.ที่ให้กระทรวงอุตสาหกรรมไปทบทวนแผนการยกเลิกการใช้แร่ใยหิน และให้หาวัตถุดิบมาทดแทนให้ได้ ก่อนที่จะตัดสินใจ
โดยระหว่างนี้การใช้ผลิตภัณฑ์กระเบื้องมุงหลังคาคงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้บริโภคว่าจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทไหน ระหว่างมีแร่ใยหินและไม่มีแร่ใยหินเป็นส่วนประกอบ เนื่องจากราคาและคุณภาพความคงทนแตกต่างกัน
“หากยกเลิกการใช้แร่ใยหิน จะต้องเสนอครม.พิจารณาให้เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 ห้ามมีไว้ในครอบครอง ซึ่งเท่ากับว่าจะต้องรื้อกระเบื้องมุงหลังคาทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่มีแผนที่จะกำจัดทำลาย และคงต้องกระทบกับประชาชนผู้ใช้ ดังนั้นหากปัจจัยหลายๆ ด้านที่กล่าวมา มองว่าการจะยกเลิกการใช้แร่ใยหินจึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย และคงไม่สามารถดำเนินการได้ภายในปีนี้ เพราะจะต้องศึกษาและเตรียมแผนรองรับให้รอบด้าน”

โพสท์ใน แร่ใยหิน | ติดป้ายกำกับ

รายงาน: จับตาเทรนด์ใหม่วัสดุก่อสร้างปลอดแร่ใยหิน

สยามรัฐ ฉบับวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2558
ภายหลังกระทรวงสาธารณสุข โดยคณะทำงานศึกษาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกระทบด้านสุขภาพจากแร่ใยหิน มีมติและประกาศว่า”ไครโซไทล์” (แร่ใยหิน) ทุกชนิดเป็นอันตรายต่อมนุษย์ เพราะเป็นสาเหตุสำคัญในการก่อให้เกิดโรคร้ายแรงต่อระบบทางเดินหายใจรวมถึงโรคมะเร็งเยื่อหุ้มปอดและมีมติให้เลิกใช้เป็นส่วนผสมในวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2554 ที่ให้มีการยกเลิกการใช้แร่ใยหินไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่กลับยังไม่มีการบังคับใช้อย่างจริงจัง
ทั้งที่ในปัจจุบันมีผู้ผลิตหลายรายหันมาใช้วัสดุทดแทนเป็นส่วนประกอบในการผลิตสินค้า ซึ่งมีคุณภาพดีและมีราคาใกล้เคียงกับวัสดุที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหินในปัจจุบัน อาทิ สารทดแทนประเภท PVA ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ใช้ ช่างรวมถึงเจ้าของบ้านผู้อยู่อาศัยท่ามกลางข้อเรียกร้องของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ และภาคประชาสังคม ผ่านเครือข่ายรณรงค์ยกเลิกแร่ใยหินแห่งประเทศไทย (T-BAN) ซึ่งต้องการให้ภาครัฐหันมาให้ความสนใจกับสุขภาวะอนามัยของคนไทย แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยต่างๆ เกี่ยวกับธุรกิจและการค้า รวมถึงผลกระทบที่ตามมา!!
ดังนั้น แนวทางการป้องกันความเสี่ยงจากพิษภัยและอันตรายจากแร่ใยหิน โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่คืบคลานเข้ามาใกล้ตัวคนไทยมากขึ้น จึงเหลือเพียงช่องทางของความรู้เท่าทัน และการรับรู้ข้อมูลด้วยตนเอง ที่ในปัจจุบันคงมีเพียง “ฉลากผลิตภัณฑ์” และ “คำแนะนำ” จากผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ที่จะเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นนี้ได้
สมบุญสี คำดอกแค” แกนนำเครือข่ายรณรงค์ยกเลิกแร่ใยหินแห่งประเทศไทย(T-BAN) กล่าวว่า ที่ผ่านมาแร่ใยหินที่มีใช้กันในอุตสาหกรรมไทยมากว่า 30-40 ปีและมีผสมอยู่ในสินค้าหลากหลายประเภทโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมประเภทวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง ทั้งในกระเบื้องมุงหลังคาและท่อซีเมนต์ ซึ่งเมื่อมีการระเหยหรือการตัดเจียร ก็จะเกิดเป็นฝุ่นละอองที่ฟุ้งกระจายเมื่อมีการสูดดมเข้าไปก็จะก่อให้เกิดโรคต่างๆที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและปอดตามมา รวมถึงโรคร้ายแรงอย่างโรคมะเร็งเยื้อหุ้มปอด ซึ่งมีข้อมูลผู้ป่วยจำนวนมาก และมีประกาศยืนยันจากองค์การอนามัยโลก หรือWHO โดยกว่า 50 ประเทศทั่วโลกได้ยกเลิกการใช้ไปแล้วก่อนหน้านี้ ฉะนั้นกลุ่มผู้ใช้แรงงานจึงกลายเป็นกลุ่มเสี่ยง และกรณีของพิษภัยที่เกิดจากแร่ใยหินนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในข้อเรียกร้องของกลุ่มแรงงานที่ต้องการให้ภาครัฐหันมาบังคับใช้กฎหมายและยกเลิกการใช้แร่ใยหินอย่างเคร่งครัด ในวันแรงงาน 1 พ.ค.นี้ด้วย
“นอกจากกลุ่มผู้ใช้แรงงานแล้ว อันตรายและพิษภัยจากแร่ใยหิน ยังมีแนวโน้มลุกลามไปยังกลุ่มผู้บริโภคโดยมีการสำรวจพบผู้ป่วยแล้วหลายรายในประเทศไทย จึงเป็นข้อเรียกร้องต่อภาครัฐเกี่ยวกับการให้มีการบังคับใช้กฎหมายตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2554 แต่ไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควร จึงเหลือแต่เพียงการขอความร่วมมือและปลุกจิตสำนึกรับผิดชอบให้กับภาคเอกชน ร้านค้า และผู้บริโภคที่จะร่วมมือกันลดความเสี่ยงของคนไทยต่อโรคร้ายอย่างโรคมะเร็งเยื้อหุ้มปอดที่เกิดจากแร่ใยหิน ผ่านฉลากผลิตภัณฑ์ที่แจ้งเตือนถึงข้อมูลต่างๆ ให้ได้รับทราบ” แกนนำเครือข่าย T-BAN กล่าว
ขณะที่สถานการณ์การใช้แร่ใยหินในประเทศไทย และแนวทางการสร้างจิตสำนึกและความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาคเอกชน ร้านค้า และผู้รับเหมา กำลังอยู่ในช่วงของการรณรงค์ผ่านฉลากผลิตภัณฑ์ เพื่อกระจายข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายจากแร่ใยหิน ให้ลงไปสู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง
สมมาตร อ้วนสกุลเสรี” เจ้าของร้านวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี กล่าวว่าที่ผ่านมาทางร้านก็ได้ให้ข้อมูล และชี้ให้เห็นถึงฉลากแจ้งเตือนบนผลิตภัณฑ์อย่างครบถ้วนผ่านทั้งการปิดป้ายหน้าร้าน และการให้คำแนะนำ โดยเฉพาะความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพของสินค้าทดแทนที่ไม่มีส่วนผสมของวัสดุจากแร่ใยหินทั้งในด้านราคาที่มีความแตกต่างกันน้อยมากรวมถึงในด้านความคงทนแข็งแรงที่กลับพบว่ามีความแข็งแรงมากขึ้น ค่าของความเสียหายจากสินค้าทั้งการขนส่งและการเก็บลดลงเดิม10% เหลือเพียง 2% เท่านั้น
“ในปัจจุบัน ผู้บริโภคเข้าใจและกลายเป็นกระแส โดยประมาณ 80% ของผู้บริโภค เมื่อเลือกซื้อวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างก็จะเน้นลงไปเลยว่าจะต้องไม่มีส่วนประกอบของแร่ใยหิน ซึ่งในส่วนนี้ก็อยากขอความร่วมมือให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ผลิตรายใหญ่ ร่วมกันให้ข้อมูลและรณรงค์ ในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นการป้องกันความเสี่ยงต่อโรคร้าย ที่จะต้องเสียงบประมาณในการรักษา และให้ประชาชนได้ข้อมูลที่ถูกต้อง สำหรับการตัดสินใจในการซื้อวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง”
ทั้งหมดนี้คือสถานการณ์ล่าสุดของการใช้แร่ใยหินในประเทศไทยที่เรื่องของการยกเลิกและบังคับใช้กฎหมาย อาจถูกเมินจากภาครัฐแต่จากความพยายามของหลายฝ่ายที่พลิกโฉมจากการเรียกร้องภาครัฐ กลายมาเป็นการขอความร่วมมือ และนำไปสู่กระแสสำนึกแห่งความรับผิดชอบร่วมกัน อาจเป็นส่วนสำคัญที่จะกำหนดอนาคตสุขภาพของคนไทยให้ห่างไกลจากแร่ใยหิน และความเสี่ยงจากโรคร้ายอย่างมะเร็งปอด เพื่อเดินหน้าสู่ยุคใหม่ ยุคที่ภาคอุตสาหกรรมและสังคมไทยจะปลอดจากแร่ใยหินอย่างถาวร

โพสท์ใน แร่ใยหิน | ติดป้ายกำกับ

สธ.ในรอบ6เดือนขับเคลื่อนด้วย ‘ทีมหมอครอบครัว’

มติชน ฉบับวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2558
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ถือฤกษ์ดีวันที่ 24 เมษายน แถลงผลงานในรอบ 6 เดือน งานนี้ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการ สธ. ได้เชิญ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ. นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย รักษาราชการแทนปลัด สธ. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง ร่วมแถลงผลการดำเนินงานของ สธ.ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2557-12 มีนาคม 2558
สำหรับผลงานนั้น ศ.นพ.รัชตะแถลงว่า ผลงานมีความก้าวหน้าเป็นที่พอใจ เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลและนโยบายในการยกระดับคุณภาพบริการด้านสุขภาพแก่ประชาชน เข้าถึงบริการใกล้บ้าน งานนโยบายที่คาดหวังและประสบความสำเร็จแล้วคือการสร้าง “ทีมหมอครอบครัว” ซึ่งเป็นการนำบริการทุกมิติของโรงพยาบาลทุกระดับ และความร่วมมือจากองค์กรในพื้นที่ชุมชน ลงไปถึงครอบครัวของประชาชนโดยตรง ในปีแรกตั้งเป้าหมายดูแล 3 กลุ่มที่ต้องพึ่งพิง คือ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งมีประมาณ 2 ล้านคน โดยรอบ 6 เดือนแรก สามารถตั้งทีมหมอครอบครัวได้ 50,000 ทีม ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ทะลุเป้าที่กำหนดไว้เพียง 30,000 ทีม ผลการให้บริการคืบหน้าเป็นอย่างมาก สามารถให้การดูแลได้กว่า 1.2 ล้านคน หรือคิดเป็น 2 ใน 3 ของเป้าหมาย นับเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ ในสังคมลงได้เป็นอย่างดี
ด้าน นพ.สมศักดิ์แถลงเสริมว่า ทีมหมอครอบครัวเป็นบริการประชาชนรูปแบบใหม่ ญาติสามารถปรึกษาทางโทรศัพท์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผลจากการดูแลประชาชน 3 กลุ่มดังกล่าว จะเกิดผลดี ใน 4 เรื่อง ได้แก่ 1.ลดความแออัดของโรงพยาบาลในอนาคตได้อย่างชัดเจน 2.คุณภาพชีวิตและสุขอนามัยของผู้ป่วยดีขึ้น 3.การไปโรงพยาบาลน้อยลง และ 4.แบ่งเบาภาระญาติที่ดูแล ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น มั่นใจว่าระบบของทีมหมอครอบครัวนี้จะรองรับการเป็นสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยได้อย่างดี
นพ.สมศักดิ์แถลงอีกว่า สำหรับความคืบหน้าการดำเนินงานอื่นๆ ประกอบด้วย การดูแลสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันควบคุมโรคตลอดช่วงอายุทุกกลุ่มวัย ตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต อาทิ การให้หญิงตั้งครรภ์ที่มีปีละ 700,000 กว่าคน กินยาเม็ดเสริมไอโอดีนเพื่อพัฒนาสมองเด็ก การตรวจและส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิดจนถึง 5 ขวบ ทุกคน การลดปัญหาแม่วัยรุ่น ซึ่งพบปีละประมาณ 130,000 คน และป้องกันการตั้งครรภ์ซ้ำครั้งที่ 2 ให้เหลือไม่เกินร้อยละ 10 ขยายบริการการรักษาผู้ป่วยซึมเศร้าซึ่งคาดว่ามีประมาณ 1.5 ล้านคน ไปที่โรงพยาบาลชุมชนทุกแห่ง ป้องกันปัญหาการฆ่าตัวตาย ในส่วนของผู้สูงอายุได้รับบริการผ่าตัดตาต้อกระจก ใส่ฟันเทียม ฝังรากฟันเทียม คนพิการได้รับการดูแลใส่ขาเทียมและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ นพ.สมศักดิ์แถลงว่า สธ.ได้ตั้งทีมประเมินสถานการณ์ระดับเขตและระดับจังหวัด เพิ่มความเข้มแข็งการควบคุมโรคติดต่ออันตราย เช่น โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า โรคอีโบลา สามารถตรวจจับสัญญาณโรคและควบคุมป้องกันโรคได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งได้ให้ยาต้านไวรัสแก่ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ทุกคน ตั้งแต่รู้ผลการตรวจเลือดฟรี จะทำให้ผู้ติดเชื้อได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ลดการทำลายภูมิต้านทานในร่างกาย โรคแทรกซ้อน และการแพร่กระจายเชื้อ เพื่อบรรลุเป้าหมายลดเอดส์ในไทยให้เป็นศูนย์เร็วที่สุด ขณะที่การขยายบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ และมีขีดความสามารถสูง ไปยังเขตสุขภาพทุกเขต ผู้ป่วยโรครุนแรง เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง ไตวายระยะสุดท้าย ได้รับการดูแลรักษาใกล้บ้าน ไร้รอยต่อ อาทิ ผู้ป่วยที่มีอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันจะได้รับการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือดที่โรงพยาบาลชุมชน และได้รับการผ่าตัดหัวใจภายใน 3 เดือน ขยายการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยเคมีบำบัดไปยังโรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่ 150 แห่ง ขยายบริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมรักษาผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย ซึ่งมีประมาณ 200,000 ราย เพิ่มในโรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่อีก 207 แห่ง
ไม่เพียงเท่านั้น สธ.ได้เปิดบริการตรวจรักษา ผู้ป่วยนอกด้วยการแพทย์แผนไทย คู่ขนานกับแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว 467 แห่ง จะเพิ่มอีก 100 แห่ง ในอีก 6 เดือน เป็นการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาไทย โดยมีวิจัยตำรับยาไทยรักษาโรคมะเร็ง อาทิ มะเร็งปากมดลูก ตับ และปอด พบว่ามีสัญญาณที่ดี หากสำเร็จจะเป็นข่าวดีของผู้ป่วยมะเร็ง รวมทั้งส่งเสริมการพึ่งพิงตนเองด้านยา ซึ่งขณะนี้องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ได้ผลิตยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ยาลดไขมันในเลือด ยารักษาจิตเวชได้เอง และได้วิจัยพัฒนายาเม็ดรักษาปัญหาผมร่วง ศีรษะล้าน รวมทั้งยารักษาโรคต่อมลูกหมากโต คาดจะได้ใช้ใน 6 เดือนข้างหน้า และเร่งรัดการก่อสร้างโรงงานผลิตยาเม็ดยาฉีดที่รังสิต สามารถผลิตได้ภายในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ ส่วนโรงงานผลิตวัคซีนที่ อ.ทับกวาง จ.สระบุรี ได้รับการอนุมัติลงนามในสัญญาดำเนินการก่อสร้างต่อและสามารถผลิตวัคซีนได้เองในอีก 3 ปีข้างหน้า ภายใต้การช่วยเหลือด้านวิชาการจากรัฐบาลญี่ปุ่น
สำหรับการสร้างหลักประกันสุขภาพคนไทยทุกคน ขณะนี้ สธ.ทำได้กว่า 66 ล้านคน หรือร้อยละ 99.81 ของประชากรไทย และเติมเต็มส่วนที่ขาด โดยดึงผู้ที่มีปัญหาสถานะและสิทธิให้ได้รับสิทธิเพิ่มอีก 285,171 คน มั่นใจว่าใน 3 ปีนี้ คนไทยทุกคนจะมีหลักประกันสุขภาพ
ด้าน นพ.สุรเชษฐแถลงว่า ในการคุ้มครองสุขภาพประชาชนนั้น สธ.ได้ผลักดันร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการกำจัดขยะมูลฝอยติดเชื้อ ขยะพิษ เพื่อปกป้องสุขภาพคนไทยจากมลพิษขยะ ขณะนี้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว และพัฒนามาตรฐานบริการโรงพยาบาลรัฐและเอกชน สร้างความมั่นใจประชาชน มีโรงพยาบาลรัฐผ่านการรับรองมาตรฐาน HA ขั้นสูงสุด ร้อยละ 54 ส่วนโรงพยาบาลเอกชนผ่านแล้วร้อยละ 28 รวมทั้งติดตามควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพ โดยเฉพาะเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เนื่องจากเป็นที่นิยมของประชาชน ทุกวัย และการผลักดัน
ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดจากโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ….
เหล่านี้คืองานที่ผู้บริหาร สธ.ยืนยันว่าได้เดินหน้าในรอบ 6 เดือน และกำลังเร่งผลักดันต่อ

โพสท์ใน ธรรมนูญสุขภาพ | ติดป้ายกำกับ